Sweet alcohol

posted on 26 Aug 2013 21:24 by bapenji in Fiction directory Fiction, Asian
Title : Sweet alcohol
Author : swowln
Pairing : Luhan x Sehun
Category : AU
Rate : PG-15
 
 
 
ฟุตบอลลีกฝรั่งเศสไม่ได้เป็นที่สนใจให้กับเจ้าของห้องมากนัก นาฬิกาที่แขวนอยู่เหนือประตูห้องทั้งเข็มสั้นและเข็มยาวใกล้จะบรรจบอยู่ที่เลขสิบสอง ลู่หานยังคงสวมชุดสูททำงานตั้งแต่เช้า ทำเพียงแค่ปลดกระดุมสองเม็ดบนและคลายปมเน็กไทออกเท่านั้น
 
 
ตากลมโตเหลือบมองเข้าไปในห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้ ไฟที่มืดสนิทมีเพียงแสงสว่างจากห้องรับแขกลอดผ่านกรอบประตูห้องไป ห้องนอนที่เงียบกริบทำเอาลู่หานคิดเอาเองว่าสิ่งมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งในห้องนั้นคงหลับไปได้สักพักแล้วเลยตัดสินใจหยิบกระเป๋าตังค์บนโต๊ะพร้อมกับคว้ากุญแจห้องออกไปทั้งสภาพนั้น
 
 
มินิมาร์ทเล็กๆใต้คอนโดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ลู่หานได้เหล้าสองขวดติดมือมาตามตั้งใจแต่แรก คืนวันศุกร์เป็นคืนปล่อยผี ใครๆก็ว่าอย่างนั้นแต่เขาทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะยังมีอีกชีวิตหนึ่งต้องดูแล
 
 
เด็กที่เรียนเร็วกว่าชาวบ้านเขาหนึ่งปี และเรียนจบมหาวิทยาลัยใน 3 ปีครึ่ง ลู่หานไม่ได้เรียนเก่งถึงขนาดได้เกียรตินิยมมา แต่การที่เรียนจบก่อนชาวบ้านเขาลู่หานก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน ชีวิตมหาวิทยาลัยราบรื่น หากแต่ชีวิตวัยทำงานไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน
 
 
อายุยังน้อยแต่ได้งานดีๆทำบวกกับพูดได้สองภาษาทำให้เงินเดือนยิ่งเพิ่มไม่คิดว่าจะโดนเขม่นบ้างหรือ? ลู่หานเป็นคนจีน มาจากปักกิ่ง พ่อกับแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงดูเลยส่งมาให้เขาอยู่กับป้าที่เกาหลีตั้งแต่เด็ก และลู่หานก็เข้าใจคำว่า ‘พอเริ่มโตก็เริ่มไม่น่ารักแล้ว’ มาจากป้าแท้ๆของตัวเองนี่ล่ะ
 
 
พอเข้าวัยประถมลู่หานถูกเอาใจใส่น้อยลง แต่เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะอย่างน้อยป้าเขาก็ไม่ได้ขับไล่ไสส่งให้ไปไกลๆ ลู่หานไม่ใช่เด็กมีปัญหา และสิ่งที่เขาสงสัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือทำไมไม่มีเพื่อนคบ? มีเพียงเด็กข้างบ้านที่อายุห่างกว่าเขาถึง 7 ปีชอบมาเล่นด้วยบ่อยๆสมัยตอนเขาอยู่มัธยม และ 8 ปีต่อมา เด็กคนนั้นก็ยังคงตามติดเขาแจไม่ยอมไปไหน
 
 
ชายหนุ่มวัย 21 ปีค่อยๆไขประตูห้องเข้าไปเงียบๆ เสียงโทรทัศน์ในห้องรับแขกยังคงดังอยู่เรื่อยๆเพราะก่อนออกจากห้องเขาลืมปิด
 
 
มือเล็กวางถุงเหล้าไว้บนโต๊ะรับแขกเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหยิบแก้วพร้อมกับน้ำแข็งมาวางไว้บนโต๊ะ สายตาจ้องมองโทรทัศน์หากแต่ในสมองกลับวนเวียนอยู่แต่เรื่องที่ทำงาน การทำงานที่ชักไม่มีความสุขเพราะโดนกระแนะกระแหนอยู่ตลอด โดนขัดแข้งขัดขาจากรุ่นพี่ที่ทำงานมาหลายปีบ้างเพราะเขาเป็นลูกน้องที่เจ้านายรักเป็นพิเศษ
 
 
“ทำอะไรอะ?”
 
 
เสียงที่ดังจากข้างหลังทำเอาลู่หานแทบลืมหายใจ สิ่งมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่อาศัยร่วมกับเขาคงจะยืนเกาะประตูห้องนอนด้วยแววตาที่สงสัยเป็นแน่...แต่ทำยังไงดี? เก็บเหล้าไม่ทันแล้วสิ
 
 
เจ้าของห้องหันกลับไปมองยังต้นเสียง เด็กผิวขาววัยมัธยมที่สวมชุดนอนแขนยาวสีฟ้ากำลังยืนเกาะประตูห้องนอนอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด
 
 
“เซฮุนยังไม่นอนเหรอ?”
 
 
เจ้าของชื่อเซฮุนเดินละออกมาจากกรอบประตูมานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆเขาราวกับคนยังไม่ได้นอน
 
 
“เซฮุนนอนไม่หลับ” เด็กผิวขาวตอบแต่กลับไม่ได้มองหน้าคนถาม ตาเรียวเอาแต่จ้องมองขวดเหล้าขวดหนึ่งที่ใกล้จะหมดเต็มทีและอีกขวดหนึ่งที่กำลังรอให้ใครสักคนมาหมุนฝามันออก “พี่ลู่หานกินเหล้าเหรอ?”
 
 
“อ่า...ใช่” คนพี่ตอบกลับไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และพยายามหาหัวข้อสนทนาเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้เด็กมัธยมละความสนใจจากขวดเหล้าตรงหน้า “ดึกแล้วนะ เซฮุนไม่ง่วงเหรอ?”
 
 
“พี่ลู่หานกินเหล้าทำไม?” เด็กหนุ่มไม่ตอบ ซ้ำยังถามกลับทำเอาลู่หานแทบคิดไม่ทัน
 
 
“อ่า...พี่เครียดครับ” ลู่หานตอบออกไปตามตรง พร้อมกับลุกขึ้นยื่นมือให้เด็กที่นั่งข้างๆลุกขึ้นตาม “พี่ว่าเซฮุนไปนอนดีกว่า มันดึกแล้ว เด็กๆควรนอนเยอะๆรู้ไหม?”
 
 
หากแต่เด็กอายุ 14 ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมจนลู่หานเลิกคิ้ว
 
 
“เซฮุนก็เครียด...” เอ่ยออกมาเสียงแผ่ว แต่เขาก็ได้ยินชัดไปทั้งสองรูหู
 
 
มันมาอีกแล้วสินะมุกนี้!!
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
“พี่ลู่หาน ทำกับข้าวให้เซฮุนหน่อย เซฮุนหิว”
 
 
“แต่เมื่อกี้เซฮุนเพิ่งไปกินข้าวกับพ่อแม่มานี่”
 
 
“ไม่เอาอะ เซฮุนไม่ชอบ พี่ลู่หานทำให้เซฮุนกินหน่อยสิ น้า~”
 
 
ไม่ใช่ว่าแพ้ลูกอ้อน แต่เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกันเลยลุกขึ้นจากหน้าทีวีเดินเข้าไปจัดการทำอาหารในครัว รอไม่นานนักลู่หานก็ได้ผัดผักมาหนึ่งจานพร้อมกับข้าวสำหรับสองที่
 
 
ไม่มีสนทนาใดๆในมื้ออาหาร คนพี่เหลือบตาขึ้นไปมองจานข้าวของเด็กตรงหน้าก็เห็นมีแต่หางกุ้งถูกเขี่ยไว้ปลายจานเต็มไปหมด
 
 
“เซฮุนได้กินผักรึเปล่า?”
 
 
“...ไม่ได้กิน เซฮุนไม่ชอบ”
 
 
“ไม่ชอบไม่ได้นะ เซฮุนต้องกิน ไม่อย่างนั้นจะโตได้ยังไง?”
 
 
“ก็มันไม่อร่อยนี่ มันขมอะ”
 
 
“เซฮุนกำลังจะบอกว่าพี่ทำไม่อร่อยใช่รึเปล่า?”
 
 
“ไม่ใช่ซะหน่อย ผักอะ ไม่ว่าใครทำก็ไม่อร่อยอยู่ดีแหละ”
 
 
“ถึงขมเซฮุนก็ต้องกินนะ มันมีประโยชน์”
 
 
“ไม่เอาอะ น้า~” เด็กน้อยวัย 7 ขวบกำลังออดอ้อน แสร้งทำเสียงเหมือนใกล้จะร้องให้เต็มทน
 
 
“ไม่ได้! ต้องกิน ถ้าไม่กินพี่จะทำโทษ” หากแต่ไม่ได้ผลกับผู้พี่ ลู่หานตีหน้าเข้มทำเสียงดุใส่เด็กประถมจนหน้าหงอ
 
 
เซฮุนปีนลงจากเก้าอี้ เดินไปเกาะแขนพี่ชายเพียงหนึ่งเดียวของตน
 
 
“ฮือ...น้า~ พี่ลู่หาน เดี๋ยวให้หอมแก้มนะ อย่าทำโทษเซฮุนเลย”
 
 
ถ้าเกิดว่าลู่หานกำลังกินน้ำอยู่คงมีพุ่งแน่ๆ คำพูดแก่แดดที่มาจากเด็กประถมทำให้ลู่หานหลุดตีหน้าขรึมแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
 
 
“ไปเอาคำพูดนี้มาจากไหน”
 
 
เด็กน้อยมีท่าทีลังเล แต่ก็ตอบออกไป
 
 
“เซฮุนได้ยินพี่แพคฮยอนกับพี่ชานยอลพูด”
 
 
ไอ้เจ้าเด็กสองตัวนั่น!!
 
 
“ไม่ได้ กลับไปนั่งที่เลย”
 
 
“ฮือ พี่ลู่หาน เดี๋ยวให้หอมแก้มสองข้างเลยน้า~”
 
 
คงไม่ต้องบอกว่าเซฮุนจะโดนทำโทษหรือว่าโดนหอมแก้มกันแน่ เพราะอย่างที่บอก ลู่หานไม่ใช่คนแพ้คนขี้อ้อนซะด้วยสิ
 
 
ลู่หานไม่มียาเสน่ห์แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าอะไรมันทำให้เด็กผู้ชายที่ชื่อว่าโอเซฮุนติดเขานัก
 
 
เซฮุนเกิดตอนที่เขาอายุ 7 ขวบ ลู่หานไม่ได้ยืนเฝ้าเซฮุนในห้องคลอด เขาจำได้แต่เพียงว่าอยู่ๆก็ชอบตื่นมากลางดึกเพราะเสียงเด็กร้องไห้ที่ดังมาจากบ้านข้างๆ และไม่กี่ปีต่อมาก็มีเด็กผู้ชายผิวขาวชอบมาเล่นกับเขาเสียแล้ว
 
 
เซฮุนติดลู่หานมากถึงขนาดที่บางครั้งพ่อแม่ของเซฮุนต้องมาขอร้องลู่หานให้ไปช่วยพูดกับเซฮุนในหลายๆเรื่อง เชื่อฟังลู่หานยิ่งกว่าพ่อแม่ และเขายังจำตาแดงๆของเซฮุนได้ดีเมื่อรู้ว่าลู่หานจะต้องไปอยู่หอเพราะมหาวิทยาลัยไกลบ้าน
 
 
และในตอนที่เขากลับมาบ้านหลังจากเรียนจบก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องออกไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานอีก แต่คราวนี้เจ้าเด็กผิวขาวนี่ไม่ทำแค่เพียงส่งสายตาแดงๆมาให้ แต่กลับบอกพ่อแม่ของตัวเองว่าถ้าไม่ยอมให้อยู่กับพี่ลู่หานจะหนีไปติดยา
 
 
เอากับเขาสิ!
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
ลู่หานค่อยๆนั่งลงที่เดิมแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงห่วงใย
 
 
“เซฮุนเครียดเรื่องอะไร? หืม?”
 
 
เด็กน้อยส่ายหน้าไม่ตอบ สายตาเลื่อนล่อยแต่ก็คล้ายจะเอาแต่จับจ้องแต่ขวดเหล้า นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นหลายนาที อยู่ๆเจ้าเด็กผิวขาวก็เอื้อมมือมาคว้าขวดเหล้าจนลู่หานถึงกับเบิกตากว้าง แล้วก็คลายลงเมื่อเด็กวัย 14 นั้นรินเหล้าลงแก้วอย่างเอาใจ
 
 
“พี่ลู่หานดื่มต่อสิ”
 
 
“พี่ว่าเซฮุนไปนอนได้แล้วนะ ดึกแล้ว”
 
 
ลู่หานไม่อยากให้เซฮุนต้องมาเห็นภาพแบบนี้ แม้การดื่มเหล้าจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงก็ตาม อายุ 14 ไม่เด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่โตเหมือนกัน หากเซฮุนมองเขาดื่มเหล้าแล้วอยากลองขึ้นมาจะทำยังไงเล่า? ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะลองไอ้ของจำพวกนี้มาหมดแล้วตั้งแต่อายุ 12-13 แล้วก็เถอะ เขาอยากให้เซฮุนโตกว่านี้อีกสักหน่อย
 
 
“ไม่เอา พี่ลู่หานดื่มต่อสิ ถ้าพี่ลู่หานไม่ดื่มเซฮุนก็ไม่นอนนะ” ตอบออกไปด้วยสายตาจริงจังจนคนพี่แอบสงสัย แต่ก็ทำตามอย่างตะขิดตะขวงใจ
 
 
เซฮุนหันกลับไปมองทีวีตรงหน้าสลับกับมองพี่ชายอายุ 21 ไม่มีเสียงของคนสื่อสารกัน ทั้งสองคนปล่อยให้เสียงทีวีนั้นไหลผ่านหูไปเรื่อยๆจนกระทั่ง...
 
 
“พี่ลู่หานจูบเซฮุนหน่อย”
 
 
“พรวด!!”
 
 
คราวนี้ได้พุ่งจริงๆ
 
 
น้ำดื่มผสมแอลกอฮอล์พุ่งพรวดออกจากปากหกเลอะเทอะเต็มโต๊ะ รวมทั้งเสื้อเชิร์ตสีขาวที่เป็นชุดทำงานก็เลอะเป็นดวงจางๆอีกด้วย
 
 
ลู่หานหยิบทิชชู่ใกล้ตัวมาซับน้ำบนร่างกายออก ก่อนจะตวัดสายตาไปยังเด็กที่นั่งข้างๆกัน
 
 
“เซฮุนพูดอะไรออกมาเนี่ย!”
 
 
“เซฮุนไม่เคยจูบ พี่ลู่หานจูบเซฮุนหน่อยครับ” เด็กที่เตี้ยกว่าเขาไม่กี่เซนและอีกไม่นานคงได้สูงกว่าเขาเป็นแน่กำลังคลานเข้ามาใกล้ มือขาวๆเกี่ยวแขนเขาเอาไว้พร้อมกับเอาคางมาเกยไหล่
 
 
“ไปเอาคำพูดนี้มาจากไหน”
 
 
“ไม่ได้เอามาจากไหน เซฮุนพูดเอง เพื่อนเซฮุนเล่าให้ฟังเลยสงสัยว่ามันเป็นยังไง พี่ลู่หานจูบเซฮุนหน่อยสิครับ” เซฮุนโกหก
 
 
ไม่มีเพื่อนอายุ 14 ที่ไหนมาเล่าเรื่องจูบให้เซฮุนฟังหรอก ไอ้ที่มีน่ะ มันเล่าเรื่องกินเหล้า กินเบียร์ กินไวน์ให้ฟังต่างหาก ทุกครั้งที่เซฮุนเห็นพี่ลู่หานกินเหล้า วันต่อมากลับไม่เหลือเหล้าสักขวดให้แอบลองชิมในตู้เย็นเลย พี่ลู่หานเก็บเรียบตลอด เขาก็อยากจะเอาไปอวดกับเพื่อนบ้างนะว่าเคยกินกับเขาแล้วอะ เพราะฉะนั้นก็มีอยู่ทางเดียว คือต้องชิมทางปาก...
 
 
เด็กแก่แดดเปลี่ยนจากเอามือกอดแขนมาประสานนิ้วกับคนวัยทำงาน กลิ่นเหล้าหึ่งๆไม่ได้ทำให้เซฮุนนึกรังเกียจ กลับทำให้อยากลองมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
 
 
ลู่หานหันมาหาคนข้างๆเต็มตัวพลางจับหัวไหล่ไว้แน่น
 
 
“เซฮุนรู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา?”
 
 
“พี่ลู่หานจูบเซฮุนนะครับ” เซฮุนรับคำอย่างหนักแน่น ยังไงๆวันนี้เขาต้องได้กินให้ได้ “น้า~ พี่ลู่หานเซฮุนอยากรู้”
 
 
หากคราวนี้หนุ่มจีนกลับกลายเป็นคนแพ้คนขี้อ้อนเสียอย่างนั้น ลู่หานดันไหล่คนตัวเล็กกว่าให้ราบไปกับพื้น ริมฝีปากสีสวยของเซฮุนกลับดึงดูดเขามากกว่าเก่าในเวลานี้ แสงจากหลอดไฟบนเพดานถูกตัวของเขาทาบทับแต่ปากสวยๆของเซฮุนยังคงเด่นชัด
 
 
เซฮุนหัวใจเต้นหนักผิดจากก่อนหน้านี้ แต่ก็ประสานตากับคนพี่อย่างไม่ถอยหนี
 
 
ใบหน้าที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆทำให้เซฮุนทนต่อไปไม่ไหวปิดเปลือกตาหนีสายตาฉ่ำเยิ้มของคนบนร่าง เซฮุนไม่เคยเห็นพี่ลู่หานเมาเพราะฉะนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าพี่ลู่หานตอนเมานั้นเป็นยังไง แต่ฟันธงได้เลยว่าเซฮุนไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้ตอนที่พี่ลู่หานไม่ได้เมาแน่ๆ
 
 
สัมผัสอุ่นร้อนประทับลงบนริมฝีปากสวย เซฮุนกำมือแน่นปล่อยให้พี่ลู่หานเป็นคนนำทาง คนพี่กดจูบจากมุมปากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งอย่างแผ่วเบา คลอเคลียไปมาจนเซฮุนขนลุกก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเปียกชื้นจากริมฝีปากล่าง
 
 
ลู่หานขบเม้มริมฝีปากของอีกคนอย่างจาบจ้วงจนเกิดเสียงน่าอาย ลมหายใจอุ่นที่รินรดบนใบหน้าทำเอาเซฮุนหน้าร้อนผ่าว น้ำใสๆที่เคลือบอยู่ภายในโพรงปากของลู่หานค่อยๆซึมซาบเข้าไปในปาก รสชาติเหล้าขมปร่าไม่ได้ทำให้เซฮุนอยากจะเบือนหน้าหนี อยากจะลองมันอีกครั้งอย่างชัดๆ
 
 
มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคลายมือขาวที่กำลังกำอยู่แน่น แต่ริมฝีปากยังคงทำหน้าที่ป้อนน้ำเมาเป็นอย่างดี ก่อนที่เซฮุนจะหมดลมหายใจ คนพี่ได้เลื่อนใบหน้าไปสูดดมความหอมจากซอกคอและพวงแก้ม ก่อนจะกลับมาที่ปากสีชมพูที่ตอนนี้กลับแดงเจ่ออย่างรวดเร็ว
 
 
สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในปากทำให้เซฮุนหลับตาปี๋อีกครั้ง คนน้องหดลิ้นอย่างไม่เคย เรื่องรสชาติเหล้าที่อยากลองหายลับไปกับอากาศ ปลายลิ้นสากที่สัมผัสกันน้อยๆทำเอาคนน้องสะดุ้ง
 
 
ลู่หานละใบหน้าออกก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากมน
 
 
“เซฮุน...ลืมตามองพี่หน่อย”
 
 
เซฮุนปรือตาขึ้นมองอย่างช้าๆ แขนแกร่งทั้งสองข้างกั้นอยู่ข้างใบหน้าเขา สายตาของคนพี่ที่กำลังจับจ้องอยู่ที่ปากทำเอารู้สึกอายจนต้องเม้มเข้า แต่ลู่หานไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น นิ้วโป้งข้างหนึ่งวางลงบนปากของคนใต้ร่าง บดคลึงเบาๆไปทั่วจนเซฮุนยอมคลายออก และไม่ปล่อยให้เสียเวลา ลู่หานก้มลงไปดูดดึงริมฝีปากสีสวยพร้อมกับเข้าสบตากับเซฮุน
 
 
“ฮื้อ~!” คนน้องรีบหลับตา ยื้อริมฝีปากตัวเองให้พ้นจากวายร้าย “พี่ลู่หานอย่าแกล้ง!”
 
 
“ไม่ได้แกล้ง” ตอบหน้าตายก่อนจะทาบริมฝีปากลงไปอีกครั้ง พวงแก้มขาวขึ้นริ้วแดงจนอดที่จะละจากริมฝีปากไปจูบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะเซฮุนเริ่มเมาจากฤทธิ์เหล้าที่หลงเหลืออยู่ในปากของลู่หาน หรือเป็นเพราะเมาจูบกันแน่ แต่ลู่หานก็ไม่ปล่อยให้เด็กคนนี้กลับไปนอนง่ายๆหรอก
 
 
คนพี่ยังคงดื่มด่ำกับริมฝีปากสีชมพูอย่างไม่รู้เวลา มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาปลดกระดุมชุดนอนของคนใต้ร่างอย่างแผ่วเบา เมื่อเม็ดที่สองหลุดออกมาจากรังดุม ใบหน้าหวานถึงได้ละมาจากกลีบปากชมพูไปยังผิวขาวๆช่วงไหปลาร้า
 
 
ลู่หานปล่อยให้คนน้องหอบหายใจ ฝั่งใบหน้าประทับรอยแดงไว้สองที่ แล้วยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เหล่มองไปยังริมฝีปากที่เผยอออกมาน้อยๆเพื่อเปิดรับออกซิเจนอีกช่องทาง
 
 
“อยากจะทำอย่างอื่นที่มากกว่าจูบไปอวดเพื่อนไหม?”



 
 
Talk : ได้แรงบันดาลใจจากรูปนี้ อิ__อิ พี่ลู่หานอย่าลงโทษเซฮุนน
 

edit @ 26 Aug 2013 21:27:20 by ★゙คุณนายคิม''

I'm lost

posted on 01 Jul 2013 21:31 by bapenji in Fiction directory Fiction, Asian
Title : I’m lost
Author : swowln
Pairing : Luhan x Sehun
Category : AU – Romance
Rate : PG-13

   








“เซฮุน” หญิงมีอายุเอ่ยเรียกลูกชายตัวเองที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนโซฟาของห้องรับแขก เจ้าของชื่อขานรับ แต่สายตาก็ยังคงจดจ่ออยู่ที่หนังสือในมืออยู่ดี “อาทิตย์หน้าพ่อกับแม่ไปจีนนะ”
   


“ครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยรับเรียบๆ ไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะว่านี่ก็เป็นเรื่องปกติ พ่อกับแม่ของเซฮุนทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไปมาต่างประเทศบ่อยๆ แต่สาเหตุที่ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากงานอดิเรกของตัวเองก็ประโยคถัดมาเนี่ยแหละ
   


“เซฮุนก็ต้องไปด้วยนะ”



“ทำไมล่ะ?”

   

“คราวนี้ไปหลายเดือน แม่ทิ้งให้เซฮุนอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้หรอก”
   


“ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมดูแลตัวเองได้”
   


“เซฮุนทำกับข้าวเป็นหรือไง? แค่บะหมี่ยังบอกให้แม่ทำให้กินเลย”
   


เซฮุนเงียบ แต่ก็เงียบไปได้แค่พักเดียวก็เถียงขึ้นอีก
   


“เดี๋ยวผมออกไปซื้อข้างนอกก็ได้”
   


“เราก็ชอบอ่านการ์ตูนจนลืมกินข้าวทุกทีล่ะ ไม่ต้องเถียงแล้วนะ แม่ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว อีกอย่าง อาทิตย์หน้าเซฮุนก็ปิดเทอมแล้วไปเที่ยวต่างประเทศบ้างจะเป็นอะไรไป”
   


คนเป็นแม่ร่ายมาเสียยาวเหยียด เซฮุนหน้างอเพราะไม่มีสิทธิ์เถียง เลยก้มลงอ่านหนังสือการ์ตูนต่อทั้งๆที่หน้าบึ้งอยู่อย่างนั้น
   


อาทิตย์แห่งการสอบผ่านไปอย่างไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ เซฮุนทำวิชาที่ตัวเองไม่ชอบไม่ค่อยได้ คงเป็นเพราะไม่ชอบตั้งแต่ทุนเดิม เลยหมดกำลังใจในการอ่านหนังสือไปด้วย จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า แต่ยังไงก็ต้องมาถึงวันที่ต้องจัดกระเป๋าเดินทางไปประเทศจีน
   


เซฮุนได้นอนกับพ่อและแม่แค่คืนเดียว วันต่อมาก็ถูกส่งต่อไปให้คนอื่น เพราะไม่มีเวลามาดูแล ระหว่างนั่งรถไปหาเพื่อนแม่ เขาก็นั่งมองวิวข้างทางไปอย่างเรื่อยเปื่อย นั่งได้ไม่นานรถก็หยุดลง
   


กระเป๋าเป้ใบโตนั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือการ์ตูน และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ที่วัยรุ่นต่างมีไว้แก้เบื่อ พร้อมกับกระเป๋าดัฟเฟลที่ใส่ของจำพวกเสื้อผ้าและเครื่องประดับถูกเด็กหนุ่มหิ้วลงจากรถแท็กซีเดินตามแม่ต้อยๆ
   


เซฮุนก้มหน้าไปเดินไปเพราะความหนักของกระเป๋า แต่เมื่อรองเท้าส้นเตี้ยของแม่หยุดอยู่กับที่ เขาก็หยุดตามก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น ก็พบผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ และผู้ชายผมสีแดงที่ดูท่าจะอายุพอๆกับเขา
   


เซฮุนวางกระเป๋าเสื้อผ้าลงกับพื้นก่อนจะก้มหัวทักทายคนแปลกหน้าทั้งสองคนแล้วหันไปมองหน้าแม่ตัวเอง
   


“เซฮุน นี่ลู่หานนะ เป็นลูกของเพื่อนแม่เอง”
   


เซฮุนพยักหน้าหงึกๆสักสองที ก่อนจะหันไปมองเจ้าของชื่อที่แม่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่ คนที่ชื่อลู่หานยิ้มให้อย่างเป็นมิตรหนึ่งทีและเขาก็ยิ้มตอบกลับไป ก่อนที่ผู้หญิงที่มาด้วยกันจะพูดอะไรสักอย่างกับเขาด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ
   


“ป้าเขาถามว่าเราน่ะชื่ออะไร”
   


“เซ...เซฮุน โอเซฮุน” เซฮุนตอบเสียงเบาด้วยความเกร็ง ป้าคนนั้นยิ้มให้แล้วหันไปคุยกับแม่อีก
   


“เซฮุนอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
   


“อายุ 17”
   


“ถ้าอย่างนั้นก็อ่อนกว่าลู่หานน่ะสิ ลู่หานอายุ 21 แล้ว”
   


“อ๊ะ! จริงเหรอ?” แม่หันไปพูดกับป้าคนนั้นเป็นภาษาจีน เซฮุนได้แต่มองสองคนนี้คุยกันไปมา ก่อนที่แม่จะหันหน้ามาทางเขา “ลู่หานเขาอายุ 21 นะ เซฮุนต้องเรียกเขาว่าพี่”
   


เซฮุนแปลกใจ ลูกชายของป้าคนข้างหน้า หน้าเด็กกว่าที่เขาคิด อายุมากกว่าเขาตั้ง 4 ปีแน่ะ
   


“ครับ”
   


“ครับอะไรล่ะ? เรียกเขาว่าพี่สิ”
   


หือ?
   


“ลู่หาน...” เอ่ยออกมาเสียงค่อย ก่อนจะหันหน้าไปหาแม่อย่างขอความช่วยเหลือ
   


“เกอเกอะ”
   


“เกอเกอะ ลู่หานเกอเกอะ”
   


“นั่นแหละ”
   


เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเขินอายขณะที่เรียกคำว่าพี่เป็นภาษาจีน พี่ชายคนนั้นยิ้มให้เขาอย่างพอใจท่ามกลางเสียงคุณแม่ทั้งสองคนคุยกันเป็นภาษาจีน แล้วป้าคนนั้นก็หันมาพูดกับเซฮุนอีกครั้ง
   


“ป้าเขาบอกว่าอยู่กับลู่หานไม่ต้องเกรงใจ ลู่หานเขาไม่ดุ ทำตัวได้ตามสบายนะ มีอะไรขาดเหลือก็บอกพี่เขาได้” ตำแหน่งล่ามชั่วคราวเอ่ยบอกเซฮุน “แต่ว่าอยู่กับพี่เขาน่ะ ต้องทำตัวให้มีประโยชน์นะ อย่าเอาแต่อ่านการ์ตูนสบายล่ะ อันนี้แม่บอกเอง ป้าเขาไม่ได้บอก”

   

เซฮุนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยจากคำสั่งของแม่ นึกบ่นในใจว่าต้องไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จักแล้วยังต้องทำงานบ้านอีกเหรอ? ทั้งๆที่อยู่บ้านเขาก็ไม่ค่อยอยากจะทำอยู่แล้ว
   


คุณแม่ทั้งสองคุยกันสักพัก ก็ถึงเวลาที่เซฮุนต้องจากผู้เป็นแม่เสียที เขาก้มโค้งทำความเคารพผู้ใหญ่ทั้งสองพร้อมๆกับพี่ลู่หาน แต่เซฮุนก็ยังสงสายตาอาลัยอาวรณ์ให้กับแม่จนโดนไล่ว่าให้ไปได้แล้ว
   


เขายกกระเป๋าที่วางไว้ที่พื้นตั้งแต่แรกขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง เดินคอตกตามพี่ชายแปลกหน้าต้อยๆ ระหว่างทางเต็มไปด้วยความเงียบ แต่อยู่ๆพี่ชายตรงหน้าก็หยุดเดินแล้วหันหน้ามา
   


“เอากระเป๋ามาสิ หนักใช่ไหม?” พูดภาษาจีนพร้อมกับแบมือมา

   

งง...

   

เซฮุนยืนนิ่ง มองหน้าพี่ลู่หานด้วยสายตาว่างเปล่า หัวคิ้วขมวดลงน้อยๆ

   

อะไรกัน? พี่เขาพูดเกาหลีไม่ได้หรอกเหรอ?

   

แต่พี่ข้างหน้าก็แสดงอาการไม่ต่างกัน เจ้าเด็กผิวขาวยืนนิ่ง ถือกระเป๋าอย่างเดิมไม่ยอมพูดอะไรสักอย่าง

   

นี่พูดจีนไม่ได้เหรอ?

   

ลู่หานหัวเสียน้อยๆ ทำไมแม่ไม่เห็นบอกเลยว่าน้องที่จะมาด้วยพูดจีนไม่ได้ ไอ้เราก็นึกว่าที่พามาให้อยู่ด้วยก็เพราะจะพอคุยกันรู้เรื่อง อย่างน้อยก็ฟังประโยคง่ายๆออก
   


ต่างคนต่างยืนนิ่ง งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะเป็นลู่หานที่ตั้งสติขึ้นมาได้ก่อน
   


“พูดจีนไม่ได้ใช่ไหม?”
   


เด็กที่ชื่อว่าเซฮุนขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า นั่นก็เป็นตัวตัดสินได้แล้วว่าเจ้าเด็กนี่พูดภาษาจีนไม่ได้เลยจริงๆ ลู่หานไม่สนใจอาการเด็กตรงหน้า ก่อนจะส่ายหัวน้อยๆแล้วหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาถือเอง
   


เซฮุนเหวอไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไรคงเป็นเพราะว่าพูดไม่เป็น เลยปล่อยให้ลู่หานถือกระเป๋าตัวเองจนกระทั่งเดินมาถึงหอ
   


เด็กมัธยมปลายมองไปมาอย่างซอกแซก ห้องของลู่หานไม่ใหญ่เท่าไหร่แถมยังรกอีกต่างหากตามประสาผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้รกมากถึงขนาดจะมีรังหนูหรือแมลงสาบมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ก็แล้วกัน
   


คนพี่วางกระเป๋าหนักๆเอาไว้มุมหนึ่งของห้อง ไม่รู้ว่าจะขนอะไรมานักหนา เมื่อเห็นลู่หานวางกระเป๋า เซฮุนก็เอากระเป๋าเป้ที่สะพายมานานวางลงข้างๆกัน พร้อมกับยืนเกร็งเพราะไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปอยู่ตรงไหน
   


“นั่งตรงนี้ก็ได้” ลู่หานชี้ไปยังเบาะรองนั่งตรงพื้นที่วางคู่กับโต๊ะเตี้ยๆตัวหนึ่ง “เดี๋ยวฉันจะอาบน้ำก่อนแล้วกัน”
   


ใส่มาเป็นชุด เซฮุนไม่รู้เรื่องซักอย่าง เข้าใจเพียงแต่นิ้วที่ชี้มายังเบาะรองนั่งนี่แหละ แล้วลู่หานเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวก่อนจะเข้าห้องน้ำไป



.
 
 
 
.
 
 
 
.
   


ผ่านมาแล้วเป็นอาทิตย์ วันๆเซฮุนแทบจะไม่มีอะไรให้ทำ ปากแทบจะไม่ต้องขยับเพราะพี่ชายร่วมห้องและตัวเขาเองต่างคุยกันไม่รู้เรื่อง จนน้ำลายจะบูดอยู่แล้วเนี่ย จะสื่อสารกันทีอุปกรณ์สำคัญถ้าไม่ใช่อวัยวะอย่างมือแล้ว ก็มีดินสอกับกระดาษนี่แหละที่เริ่มมีความสำคัญกับเขาบ้างในช่วงปิดเทอม
   


หลังจากที่เซฮุนกวาดห้อง ถูห้อง ซักผ้าและตากผ้าเรียบร้อยตามที่ตกลงกับลู่หานเอาไว้ว่าเขาจะเป็นคนทำเอง ก็ถือผ้าเช็ดตัวเดินไปอาบน้ำ
   


วันนี้เขาว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกเสียหน่อยเพราะพี่ลู่หานเอากุญแจสำรองมาให้เขาแล้ว แม้หนังสือการ์ตูนจะมีเยอะแยะ แต่การที่วันๆหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ปลุกพี่ลู่หาน ทำความสะอาด ซักผ้า อ่านการ์ตูน รอพี่ลู่หานซื้อข้าวมาให้ และอ่านการ์ตูนอีกรอบ มันก็ชวนให้เซฮุนรู้สึกว่าตัวเองใกล้กลัวที่แคบขึ้นทุกที
   


แถวหอพักของลู่หานนั้นเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ไม่ว่าจะของกินหรือพวกเสื้อผ้า บริเวณรอบๆมหาลัยนั้นกว้างเหมาะสมกับคำว่า ‘ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก’ มีของซื้อของขายเต็มไปหมด ทำให้เซฮุนเดินดูจนเพลิน ท้องฟ้าสีครามค่อยจางเป็นสีส้ม ตามทางเดินเริ่มเปิดไฟให้สว่างทีละดวงๆ ร้านขายเครื่องประดับที่อยู่เยื้องๆไปข้างหน้าเรียกความสนใจจากเซฮุนได้เป็นอย่างดี
   


เซฮุนมีเงินอยู่ไม่กี่หยวนเขารู้ตัวเองดี แม่เอาเงินไปฝากไว้ที่พี่ลู่หานเสียส่วนใหญ่ บอกว่าถ้าไม่พอให้ไปขอที่พี่เขาเพิ่ม...ตอนนี้อยากจะเถียงกลับไปจริงๆ ว่าแค่คุยกันยังไม่รู้เรื่องเลย จะให้ไปขอเงินเนี่ยนะ!
   


เสียงพนักงานที่ควบด้วยเจ้าของร้านแทรกเข้ามาในความคิด เซฮุนตื้อไปเล็กๆ ก่อนที่จะยิ้มตอบไปให้ตามมารยาท คงเป็นคำทักทายลูกค้าทั่วไป
   


เด็กมัธยมเดินไปมาทั่วร้าน ทั้งหมวกแก๊ป สร้อยคอ และรองเท้า มีแต่สวยๆทั้งนั้น พลิกดูป้ายราคาแต่ละอย่างต่างก็ถูกกว่าที่เกาหลี แต่ถึงอย่างนั้นเงินในกระเป๋าเขาก็ยังไม่พออยู่ดี ไว้คราวหน้าเขาอาจจะให้พี่ลู่หานพามาอีก
   


ดูยังไม่ทันทั่วก็มีเสียงเอ่ยถามพร้อมด้วยรอยยิ้มมาอีกครั้ง เซฮุนไม่เข้าใจและเริ่มรำคาญกับคำถามที่น่าจะเจือด้วยความหวังดีที่ชอบจะคอยถามเขาอยู่เรื่อยๆ เลยเลือกที่จะยิ้มตอบกลับไป ก่อนที่จะเดินออกจากร้าน

   

เขาบอกว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ...

   

ท้องฟ้าสีส้มที่เห็นก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นสีดำสนิท หลอดไฟมากมายรายทางทำให้มองไม่เห็นแสงดาว หัวใจของเซฮุนเหมือนหล่นตุบลงพื้นเพราะไม่นึกว่าจะมืดเสียแล้ว
   


เด็กหนุ่มตัวสูงรีบเดินกลับไปยังทิศทางเดิมเท่าที่จำได้ แต่เพราะร้านรวงมากมาย และบางร้านที่เพิ่งมาตั้งตอนฟ้ามืดทำให้เซฮุนสับสน เขาเดินซอกแซกพยายามมองหาสัญลักษณ์คุ้นๆที่พอจำได้ แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย
   


ผู้คนเริ่มมากขึ้นในช่วงเวลาหัวค่ำ คงเป็นเพราะอยู่ในละแวกมหาวิทยาลัยแถมร้านค้าแถวนี้ก็มีแต่ข้าวของราคาถูก หัวใจเต้นรัวอย่างเป็นกังวล เขากลัวว่าพี่ลู่หานจะเป็นห่วง และนึกหงุดหงิดใจที่เขาไม่กลับเข้าห้องเสียที
   


เวลาผ่านไปหลายสิบนาทีจนเซฮุนไม่รู้จะทำยังไง เขาไม่รู้ว่าหอที่พี่ลู่หานอยู่ชื่ออะไร คนรอบข้างต่างเป็นคนที่ไม่ใช้ภาษาเกาหลีทำให้เซฮุนนึกอึดอัด ภาษาจีนก็พูดไม่เป็น รู้สึกแย่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
   


เรียวปากสวยเริ่มเบะออก เซฮุนหันไปมองซ้ายขวาอย่างหาที่พึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด โทรศัพท์ที่พกติดตัวเอาไว้บ่งบอกว่านี่ใกล้จะสองทุ่มเต็มที โทรศัพท์เครื่องตั้งแพง ตอนนี้กลายเป็นโทรศัพท์ห่วยๆเครื่องหนึ่ง ที่ทำได้แค่เพียงดูเวลาเท่านั้น ซิมการ์ดของเกาหลีถูกถอดออกก่อนที่เซฮุนจะขึ้นเครื่องมาที่ปักกิ่ง
   


ติดต่อใครไม่ได้...
   


ขาทั้งสองข้างเริ่มล้าเพราะเดินเข้าออกซอกซอยอย่างไม่หยุดหย่อน เซฮุนค่อยๆย่อตัวลงนั่งตรงที่ว่างฟุตบาท มือจับโทรศัพท์แน่น ได้แต่ภาวนาให้พี่ลู่หานออกมาตามเขาเร็วๆ ตัวเลขดิจิตอลที่ขึ้นอยู่บนโทรศัพท์ค่อยๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
   


เซฮุนนั่งชันเข่า กอดตัวเองอยู่ข้างฟุตบาท ตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ได้แต่ซบหน้าลงกับหัวเข่าแล้วนึกโทษตัวเอง
   


ไม่น่าออกมาเลย...ถ้าไม่ออกมาก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
   


คงไม่ทำให้พี่ลู่หานวุ่นวาย คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าเอาแต่อยู่ในห้องอย่างเดียวไม่ออกไปไหนก็คงดี
   


ขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างง่ายดายโดยที่ไม่ได้ตั้งใจสักนิด เซฮุนกอดตัวเองแน่นขึ้น หายใจไม่ออกเพราะก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอ
    


“ฮึก...ฮืออ” เด็กมัธยมหลุดเสียงสะอื้นไปจนได้ เซฮุนไม่รู้ว่านั่งร้องไห้ตัวสั่นเทาอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่ จนกระทั่งมีแรงเขย่าเบาๆที่ไหล่
   


“อาเซฮุน...อาเซฮุน”
   


เซฮุนเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงเรียกที่เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล ดวงตาสัมผัสกับแสงสว่างหลังจากที่ก้มหน้าอยู่นาน


   
สิ่งแรกที่เห็นคือหลอดไฟ...
   


เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนจะกวาดตาไปมองรอบๆด้าน

   

กำแพง

   

ทีวี

   

และผ้าห่ม

   

ฝันเหรอ?...

   

คิดได้ดังนั้นเอามือมาแตะๆที่ขอบตา สัมผัสเปียกๆที่ปลายนิ้ว ทำให้รู้ว่าเขาร้องไห้ออกมาจริงๆ พี่ลู่หานที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆคงเป็นคนที่ปลุกเขาขึ้นมาจากฝันร้าย
   


ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงลู่หานที่ทำสีหน้าอธิบายไม่ถูกส่งมาให้ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้าทิชชู่มาหนึ่งแผ่น แล้วยื่นให้น้องชายชาวเกาหลีตรงหน้า
   


อยากจะถามว่าฝันร้ายเหรอ? แต่พูดไปก็เท่านั้น ในเมื่อต่างคนต่างคุยกันไม่รู้เรื่อง
   


เซฮุนรับกระดาษอย่างว่าง่าย ก่อนจะก้มหัวปลกๆขอบคุณทั้งๆที่นอนอยู่อย่างนั้น ลู่หานไม่พูดอะไร ทำเพียงแต่ตบไหล่เซฮุนเบาๆก่อนจะเดินไปปิดไฟ
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
เพราะความฝันเมื่อคืน ทำให้เซฮุนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูห้อง ถึงแม้ว่าจะเบื่อขนาดไหนก็ตาม
   


กองหนังสือการ์ตูนตั้งสูงค่อยๆลดลงไปทีละเล่ม ทีละเล่ม และอีกกองหนึ่งก็เพิ่มขึ้นทีละเล่ม ทีละเล่ม แสดงให้เห็นว่าเจ้าของหนังสืออ่านไปมากเท่าไหร่แล้ว
   


เซฮุนพยายามอ่านหนังสือการ์ตูนให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขากลัวว่าถ้ารีบอ่านให้จบ หลังจากนี้คงไม่มีอะไรทำแน่ๆ เพราะถึงแม้จะมีทีวีจอใหญ่ตั้งอยู่ในห้อง แต่ในเมื่อเขาฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่องดูไปก็ไม่มีความหมาย อีกอย่าง เขาไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับของในห้องของพี่ลู่หานมากนัก กลัวว่าถ้าทำพังคงจะโดนเอ็ดเอาได้

   

ยิ่งอยู่ยิ่งอึดอัด

   

หนังสือการ์ตูนที่สันปกเขียนไว้ว่าเป็นเล่มที่สามสิบกว่าๆ เริ่มไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าของ ในเมื่อเซฮุนเอาแต่กังวลใจ

   

เบื่อ เบื่อ เบื่อ

   

เซฮุนถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนจะคว่ำหนังสือการ์ตูนเอาไว้บนโต๊ะเพราะไม่มีอารมณ์จะอ่านเสียแล้ว แต่แล้วเสียงไขกุญแจจากประตูห้องก็ทำให้เซฮุนหันไปมอง
   


พี่ลู่หานเปิดประตูเข้ามาในสภาพชุ่มเหงื่อ รองเท้าสตั๊ดสีสดในมือเลอะไปด้วยเศษดินและเศษหญ้า เซฮุนรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วยืนตัวตรงทันทีที่เห็นหน้าเจ้าของห้อง ค้อมหัวลงเล็กน้อยเป็นการทักทายที่ไม่รู้จะทักทายไปเพื่ออะไร
   


ลู่หานพยักหน้าตอบน้อยๆก่อนจะใช้เท้าดันประตูปิด ตอนแรกก็แปลกใจ เพราะทุกครั้งที่เขากลับมาจากมหา’ลัย เจ้าเด็กผิวขาวนี่จะต้องยืนตัวตรงก้มหัวทักทายเขาไปเสียทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้จะทำไปทำไมในเมื่อก็เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน
   


เซฮุนเดินเก้ๆกังๆไปหาพี่ชายชาวจีน ทำตัวลนๆเหมือนจะถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ลู่หานเลยยื่นกระเป๋าใบโตไปให้แล้วค่อยหันหลังไปล็อคประตู
   


ไม่มีบทสนทนาใดๆเหมือนอย่างเคย มีเพียงแต่เซฮุนที่พยายามหาอะไรทำให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพี่ลู่หานให้มากนัก อยู่ด้วยแล้วอึดอัดเพราะพูดคุยกันคนละภาษา แถมพี่ลู่หานยังอายุมากกว่าเขาถึง 4 ปีจนทำให้ไม่กล้าจะยุ่งวุ่นวายด้วย
   


เด็กตัวสูงถือวิสาสะเปิดซิปในกระเป๋าหลังจากที่ลู่หานเดินถือผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปแล้ว หยิบเอาเสื้อผ้า ถุงเท้าคู่ยาวและผ้าขนหนูสีแดงผืนเล็กลงตะกร้า สนับแข้งที่ชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ เซฮุนใช้ปลายนิ้วคีบเอาไว้ก่อนจะโยนลงตะกร้าไปด้วยกัน กระบอกน้ำสีแดงเอาลงอ่างล้างจาน และสุดท้ายคือลูกฟุตบอลยี่ห้อดังก็ถูกทำความสะอาดด้วยผ้าขี้ริ้วแล้ววางไว้ยังที่เดิมที่เจ้าของชอบวางไว้ประจำ ที่ๆเห็นได้ชัดไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้อง ดูแลอย่างดีราวกับถ้วยรางวัล


 
.
 
 
 
.
 
 
 
.
   

 
คืนวันศุกร์เป็นคืนแห่งความวุ่นวาย เพราะทั้งวัยเรียนและวัยทำงานต่างพากันออกมาสังสรรค์หลังจากที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีทั้งอาทิตย์
   


หลังจากที่คนต่างถิ่นอย่างเซฮุนวางกระเป๋าของพี่ชายต่างสายเลือดไว้มุมห้อง ก็พาตัวเองไปล้างกระบอกน้ำที่อ่างล้างจานแก้อึดอัดเพราะพอเจ้าของห้องกลับมาแล้วเขาก็ไม่รู้จะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหน ยืนขัดเจ้าขวดเปล่านี่อยู่นานจนกระทั่งลู่หานออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพเต็มยศเหมือนจะออกไปข้างนอกอีกครั้ง
   


เซฮุนรีบล้างเจ้าผลิตภัณฑ์บรรจุน้ำ แต่ลู่หานก็เดินถือผ้าเช็ดตัวยื่นมาให้เขาทันทีที่คว่ำกระบอกน้ำลงตะแกรงคว่ำจาน เขาแปลกใจ แต่ก็รับมันมาก่อนที่หันหลังให้พี่ลู่หานเพื่อที่จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ราว
   


“เฮ้ย! จะไปไหน?” ลู่หานคว้าแขนเซฮุนไว้ เมื่ออยู่ดีๆเด็กเกาหลีก็ถือผ้าเช็ดตัวที่เขาเพิ่งหยิบมาจากราวไปในทิศทางเดิมที่เขาจากมา เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมา แต่ก็ส่งสายตาเป็นคำถามมาให้ “ไปอาบน้ำ”
   


เซฮุนขมวดคิ้ว ยืนค้างอยู่กับที่จนลู่หานต้องดึงผ้าเช็ดตัวกลับไปแล้วกางออกแสดงให้เห็นว่าเป็นลายสีขาวกับสีเขียวขี้ม้าตัดกันในแนวขวาง มันไม่ใช่ผ้าเช็ดตัวของลู่หานแต่มันเป็นของเด็กหน้ายุ่งตรงหน้าเขานั่นแหละ กว่าเซฮุนจะรู้ตัวว่าเป็นผ้าเช็ดตัวของตัวเองก็ตอนที่ลู่หานพาดผ้าเช็ดตัวไว้บนบ่าของผู้อาศัย ชี้ไปที่เซฮุนหนึ่งครั้ง ห้องน้ำหนึ่งครั้ง แถมยังทำท่าถูสบู่เป็นการตบท้าย
   


“ให้ไปอาบน้ำเหรอครับ?” ถามไปพลางเอามือชี้ไปที่ห้องน้ำ ลู่หานไม่ตอบอะไรเพียงแต่โบกมือไล่ๆเชิงว่าให้ไปเสียที
   


เซฮุนเดินไปหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าห้องน้ำอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากถามมาก แต่ก็นึกสงสัยว่าทำไมพี่ลู่หานถึงได้ไล่เขาให้ไปอาบน้ำ ทั้งๆปกติพี่ลู่หานไม่เคยทำแบบนี้
   


ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตามปกติของผู้ชายทั่วไปที่ไม่ค่อยจะพิถีพิถันกับตัวเองมากนัก เซฮุนก็ออกมาพร้อมกับกลิ่นสบู่หอมฟุ้งในชุดอยู่บ้าน แบบถ้าแปรงฟันล้างหน้าปะแป้งเสร็จก็นอนได้เลย
   


“อ้าว! ทำไมแต่งชุดแบบนี้?” เซฮุนเดินไปเอาผ้าเช็ดตัวไปตาก ได้ยินเสียงพี่ลู่หานดังอยู่ข้างหลังแต่ก็ไม่ได้สนใจ นึกว่าบ่นพึมพำเกี่ยวกับภาพเคลื่อนไหวบนทีวีจอใหญ่ เมื่อเห็นว่าผู้อาศัยเดินหน้ามึนไม่ยอมตอบลู่หานเลยต้องลุกไปหาด้วยตัวเอง “ไปเปลี่ยนชุด”
   


“ครับ?” เป็นคำตอบรับที่ไม่ได้แสดงถึงความเข้าใจในคำสั่ง เซฮุนเลิกคิ้ว มองพี่ชายที่ตัวเล็กกว่าเขานิดหน่อยตาใสเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร
   


ลู่หานยืนนิ่ง เพราะกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะพูด หรือทำอย่างไรให้เด็กตรงหน้านี่เข้าใจดี
   


“วันนี้...พี่” พูดช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ แล้วชี้มาที่ตัวเองหนึ่งครั้ง
   


“จะ พา เรา” เสร็จแล้วก็ชี้ที่เซฮุน
   


“ออกไป ข้างนอก” แล้วก็ชี้ที่ประตูห้อง
   


“ไปเปลี่ยนชุด” ลู่หานหันนิ้วเข้าหาตัวเอง ไล่นิ้วจากเสื้อลงไปยังกางเกงแล้วชี้ที่เซฮุนอีกครั้ง
   


เซฮุนยืนจ้องเขาอย่างตั้งใจ มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างลำตัว โก่งคอไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อที่จะพยายามเข้าใจการสื่อความหมายของลู่หานอย่างเต็มที่ แต่สายตาที่สับสน หัวคิ้วขมวดลงเข้าหากันทำให้ลู่หานเข้าใจได้ว่า ไอ้ที่เขาชี้ไปชี้มาเนี่ยไม่ได้ทำให้เด็กมัธยมตรงหน้านี่รู้เรื่องเลยสักนิดเดียว
   


คนพี่สูดหายใจเข้าเพื่อรวบรวมกำลังใจในการสื่อสารกับเด็กคนนี้ต่อ มองไปมองมารอบห้องเผื่อว่าจะเจออะไรที่น่าจะพอให้เด็กตรงหน้านี้เข้าใจได้บ้าง ตาสวยราวกับกวางก็สะดุดเข้าที่กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้ที่วางอยู่ด้วยกัน
   


“วันนี้จะออกไปข้างนอก” คราวนี้ไม่ได้พูดช้าอย่างเก่า แต่ยังคงชี้นิ้วออกไปที่ประตูห้องเหมือนเดิม
   


“เซฮุนน่ะ” ชี้ไปที่เด็กตัวโต แล้วตบท้ายโดยการทิ้งมือลงไปชี้ที่กระเป๋า “ไปเปลี่ยนเสื้อ”
   


เซฮุนมองตามนิ้วของผู้เป็นเจ้าบ้านที่ชี้ไปที่ประตู ชี้มาที่ตัวเขาเอง และกระเป๋าของเขาเป็นอย่างสุดท้าย เรียวคิ้วค่อยๆขมวดลงอีก สมองกำลังประมวลผลว่าสิ่งที่พี่ชายชาวจีนกำลังจะสื่อคืออะไร
   


ประตู...
   


เซฮุน...
   


กระเป๋า...
   


...
   


“ท...ทำไม...” พูดออกไปเป็นภาษาเกาหลี ดวงตาและมุมปากทั้งสองข้างตกลงพร้อมกับเสียงที่เริ่มสั่นเมื่อรู้สึกใจไม่ดี เพราะที่พี่ลู่หานชี้เมื่อกี้ตอนนี้เขาแปลออกได้ความหมายเดียวคือ
   


เก็บกระเป๋าแล้วออกไปจากห้องซะ!
   


เซฮุนไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าเขาทำอะไรผิดถึงได้โดนไล่ออกจากห้อง แต่หากให้แปลเป็นความหมายอื่นเขาก็นึกไม่ออก หรือว่าเป็นเพราะพี่ลู่หานไม่พอใจที่เขาหยิบของในกระเป๋าพี่ลู่หานโดยไม่ได้รับอนุญาตงั้นหรือ?
   


เซฮุนไม่ขยับ แถมยังทำหน้าทำตาได้น่าสงสารจับใจจนลู่หานสงสัยว่าเจ้าเด็กนี่มันเข้าใจภาษามือของเขาในรูปแบบไหนกัน เจ้าของห้องเกาหัวยุ่งเริ่มจะเสียสติกับการสื่อสารให้เด็กตรงหน้านี่เข้าใจว่าเขาแค่จะพาออกไปข้างนอก ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว
   


ลู่หานหันไปมองรอบห้องอีกครั้งก็เหลือบไปมองเห็นเสื้อยืดสีดำสกรีนลายสีแดงเป็นภาษาอังกฤษที่เขาซื้อมาจากช็อปฟุตบอลทีมโปรดทำให้คิดได้ว่า เขายังมีภาษาอังกฤษเป็นอีกหนทางที่จะใช้สื่อสารกับคนต่างชาติข้างหน้า
   


“Travel” เลยโพล่งออกไปดื้อๆ ก็เพราะภาษาอังกฤษที่นานมากๆจะใช้ทีหนึ่ง ทำให้ลู่หานนึกไม่ออกว่าแค่จะออกไปเที่ยวข้างนอกนี่จะต้องใช้คำไหน



คราวนี้ปฏิกิริยาตอบรับดีเกินคาด เด็กเซฮุนเลิกทำหน้าเศร้าแล้วร้องอ๋อออกมาอย่างดีใจ เดินกระตือรือร้นไปที่กระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วหยิบหนังสือการ์ตูนตั้งใหญ่ออก จากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำ หายไปไม่ถึงนาทีก็เดินถือโฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน และยาสีฟันออกมาด้วย



“เฮ้ย! ทำไรอะ?” ลู่หานร้องห้ามพลางคว้าข้อมือขาวๆเอาไว้ เซฮุนมันเข้าใจอะไรอีกวะเนี่ยคราวนี้!



เซฮุนไม่ตอบ แต่ทำตาโตสงสัยกลับมา หากพูดตอบกลับมาสิคงจะแปลก ลู่หานยืนนึกอีกครั้งโดยที่มือยังคงจับข้อมือเซฮุนเอาไว้ไม่ปล่อย นึก...ว่าอะไรทำให้เด็กตรงหน้านี้เดินไปหยิบของใช้ออกมาจากห้องน้ำกัน



Travel = ท่องเที่ยว



อืม...ก็คงจะเป็นลู่หานที่ผิดเองที่ไม่ได้ใส่ใจคาบเรียนภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ ลู่หานตบหน้าผากตัวเองแรงๆ คำว่า Travel คงเหมาะสำหรับการไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศอย่างนั้นสินะ



เขาปล่อยมือจากเซฮุน แล้วแย่งของในมือมาถือไว้เองก่อนจะเดินนำไปห้องน้ำ เด็กตัวสูงเดินตามมาพร้อมด้วยหน้าตาสงสัยไม่เปลี่ยนแปลง ลู่หานวางของไว้ตรงเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เดินกลับมาหาเด็กผิวขาวที่ยืนมองเขาตาใส



“We will go shopping” พูดเสร็จก็ชี้ไปที่เสื้อผ้าของเซฮุน “ไปเปลี่ยนชุด”



เซฮุนอ๋อออกมาอีกครั้งอย่างไม่มีเสียง พยักหน้ารับอย่างแข็งขันก่อนจะเดินไปคุ้ยๆเลือกเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมา แล้วชูให้พี่ลู่หานดู



ลู่หานมองเสื้อผ้าในมือของเซฮุนก็ต้องลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยิ้มบางๆแล้วพยักหน้าน้อยๆไปให้ หวังว่าคราวนี้คงจะไม่เข้าใจไปว่า เขาจะออกไปเที่ยวแล้วขอยืมเสื้อผ้าหน่อยหรอกนะ



เซฮุนยิ้มกว้างตาหยี รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากเห็นอีกฝ่ายตอบรับกลับมา กว่าจะได้ออกจากห้องก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงตั้งแต่ที่ลู่หานอาบน้ำเสร็จ กว่าจะไปถึงที่หมายคงเลยเวลานัดมาแล้วพอสมควร นึกเสียดายที่ทำไมไม่ใช้ภาษาอังกฤษพูดตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลาไปตั้งมากขนาดนี้



ตั้งแต่เซฮุนมาอยู่ที่ปักกิ่ง เขารู้ว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ออกไปไหนเลย วันๆอยู่แต่ในห้อง รอเขาซื้อข้าวมาให้ แล้วก็นอนอ่านหนังสือการ์ตูนที่เจ้าตัวแบกมา หรือไม่ก็ทำงานบ้านที่พอจะช่วยได้บ้าง คงจะเบื่อไม่น้อย เด็กวัยรุ่นที่วันๆไม่ทำอะไร ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในห้องแคบๆ แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ไม่มีให้เล่น



จริงๆลู่หานมีแล็ปท๊อปหนึ่งเครื่อง แต่ในเมื่อเซฮุนไม่ได้ขอร้องว่าอยากจะใช้ ลู่หานก็ไม่ได้เอ่ยชวนเหมือนกัน คงไม่มีใครอยากให้คนอื่นมายุ่งกับของตัวเองสักเท่าไหร่นัก แต่ก็นึกสงสาร มาเที่ยวต่างประเทศทั้งที แต่กลับได้อยู่แต่ในห้อง เซฮุนเองคงไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ วันนี้เขาเลยกะว่าจะพาเซฮุนไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง



ใช้เวลาไม่นานนัก รถประจำทางคันยาวก็พาสองพี่น้องต่างเชื้อชาติมาถึงที่หมาย ลู่หานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครสักคน ก่อนจะเดินนำไปข้างหน้าแล้วให้เซฮุนเดินตาม



พี่ลู่หานเดินไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย มือข้างที่ว่างชูขึ้นโบกน้อยๆเพื่อให้คนในโทรศัพท์ได้สังเกตเห็น จากนั้นก็รีบก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเก็บโทรศัพท์เข้าที่ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าผู้หญิงคนหนึ่ง



ความประทับใจแรกเห็นคือ...สวย



ผู้หญิงคนนี้สวยมาก ราวกับหลุดออกมาจากรูปวาด เซฮุนจ้องมองอย่างไม่วางตา จนกระทั่งผู้หญิงตรงหน้าหันมายิ้มให้ถึงได้ได้สติแล้วหันไปหาพี่ลู่หาน



“อี้เฟย นี่เซฮุน ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังน่ะ” ลู่หานหันไปพูดกับหญิงสาวก่อนที่จะหันกลับมาหาเด็กที่ตามมาด้วย “อาเซฮุน นี่ ‘พี่-อี้-เฟย’ นะ”



เซฮุนกระพริบตาปริบๆ สมองกำลังประมวลผลว่าที่พี่ลู่หานพูดเมื่อกี้แปลว่าอะไร แต่ก็ได้ยินชื่อตัวเองแว่วๆมาก่อนหน้านี้แล้วล่ะระหว่างที่พี่ลู่หานหันไปคุยกับพี่สาวคนนั้น



“เอ่อ...หนีห่าว” เซฮุนก้มหัวทักทายแก้เก้อเพราะยังคงไม่แน่ใจนักว่าพี่ลู่หานพูดอะไร สมองยังไม่ทันได้ทำงานดีเพราะว่าสายตาเอาแต่มองพี่สาวข้างหน้า



พี่สาวคนนั้นหัวเราะออกมาน้อยๆก่อนจะทักทายกลับมาเป็นภาษาเกาหลีจนเซฮุนตาโต เขายกยิ้มตาหยี ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ชัดมากมายแต่เขาก็ยังพอฟังออก



“ไปได้แล้วๆ” ลู่หานเอ่ยออกมาก่อนจะหันหลังแล้วเดินนำไปคนแรก



พี่ทั้งสองคนเดินนำไปข้างหน้า เซฮุนมีหน้าที่เดินตามอีกครั้ง ดวงตาทั้งสองข้างหันมองซ้ายขวาอย่างตื่นเต้นเพราะตั้งแต่มาถึงปักกิ่ง เซฮุนเคยไปมาแค่ไม่กี่ที่ อย่างโรงแรมในวันแรกที่เขามาถึง รถแท็กซี่ ที่ๆเจอพี่ลู่หานครั้งแรก และสุดท้ายคือหอของพี่ลู่หาน ในสมองพลางคิดไปด้วยว่าพี่สาวคนนั้นเป็นใคร? เป็นแฟนพี่ลู่หานหรือเปล่า? หรือว่าเป็นแค่เพื่อนกัน หากว่าต่อจากนี้มีเพื่อนของพี่ลู่หานมาเพิ่ม พี่สาวคนสวยคนนี้อาจจะเป็นเพื่อนของพี่ลู่หานก็ได้ แต่ถ้าเป็นแฟนกันจริงก็น่าอิจฉาจัง



คิดแล้วเซฮุนก็อยากมีแฟนสวยๆแบบนี้บ้าง



“น้องเซฮุนเขาน่ารักดีนะ” อี้เฟยเอ่ยขึ้นทันทีที่พาตัวเองไปขนาบข้างลู่หาน



“อ่าฮะ~ เป็นเด็กดีนะ ช่วยฉันทำงานบ้านด้วย”



“เอ้า! แล้วทำไมถึงปล่อยให้น้องเขาทำเล่า น้องเขาเป็นแขกนะ”



“ก็คุยกันไม่รู้เรื่องน่ะ แล้วน้องเขาก็มาขอทำเองด้วย กว่าจะรู้เรื่องก็แทบแย่ ถ้าจะให้ไปบอกให้เลิกทำอีกสงสัยได้คุยกันอีกยาว เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้น้องทำไปนั่นแหละ” ว่าจบก็หันกลับไปมองเด็กผิวน้ำนมข้างหลัง ก็ยังคงเดินตามมาดีอยู่ แม้ว่าสายตาจะหันไปมองข้างทางอย่างสนอกสนใจก็ตาม ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงคนรักข้างๆ



“ขี้เกียจล่ะสิไม่ว่า” หญิงสาวทำหน้าเหยียดใส่ลู่หาน ก่อนจะโดนเขกหน้าผากเบาๆจากผู้ชายข้างๆ



“เดี๋ยวไม่เลี้ยงข้าวเลย”



“อ๊า! ได้ยังไง สัญญาแล้วนี่ อีกอย่าง ต้องพาน้องไปกินข้าวนะ” พูดพลางบุ้ยหน้าไปหาเด็กตัวสูงข้างหลัง ลู่หานหันไปมองตาม ก็ยังคงเห็นเด็กตัวสูงเดินตามมาอยู่เหมือนเดิม เลยรู้สึกเริ่มเบาใจ เซฮุนคงจะเดินตามเขาเรื่อยๆจนกว่าเขาจะหยุดเดินนั่นแหละ น้องโตแล้วคงไม่มีอะไรน่าห่วง



ลู่หานหันกลับไปคุยกับอี้เฟยอีกครั้ง หลังจากนี้ไม่ได้หันกลับไปมองเด็กเกาหลีข้างหลังอีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่หันไปเซฮุนยังคงเดินตามพวกเขาสองคนมาอย่างสม่ำเสมอ สายตาเลยหันไปจดจ้องแต่ทางข้างหน้าและหญิงสาวข้างๆแทน ถึงเขาสองคนจะคบกัน แต่เพราะว่าไม่ได้อยู่มหา’ลัยเดียวกัน เลยทำให้ไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยนัก อีกอย่าง พ่อแม่ของอีกฝ่ายหวงลูกสาวเสียด้วย กว่าจะปล่อยให้มาเที่ยวทีก็ต้องทำเรื่องร้องขอกันเป็นอาทิตย์และโดนซักจนแทบจะเกลี้ยงเลยทีเดียว



และเพราะเหตุผลข้างต้น ลู่หานเลยอยากจะใช้ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้คุ้มค่าที่สุด ได้มองหน้า ได้พูดคุย และได้เดินจับมือไปด้วยกันจนกว่าจะถึงเวลาลาจาก...เลยลืมบางสิ่งบางอย่างไป
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
.

 
คนสวยไม่ได้มีให้เห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนเหมือนกระบะขายกำไลที่เห็นเยื้องๆตรงหน้า พี่ๆทั้งสองคนยังคงพูดคุยกัน มีหันหน้ามามองทางเขาบ้างแล้วก็หันกลับไป แผงแหวน และสร้อยที่แขวนเอาไว้วางเรียงจนเซฮุนลืมเรื่องก่อนหน้านี้เสียสนิท ราวกับโดนแรงดึงดูด เซฮุนเดินตามไปตามกระแสคนที่มากด้วยชาวต่างชาติเช่นเขาและคนท้องถิ่นเช่นพี่ลู่หาน



เซฮุนเป็นคนตัวสูง แม้จะไม่ได้สูงโย่งอะไรขนาดนั้น แต่เขาก็ยังมองเห็นพี่ลู่หานไหวๆอยู่ข้างหน้า คงเป็นเพราะผมสีแดงๆนั่นของพี่ลู่หาน มันเลยทำให้เป็นที่สังเกต โดดเด่นกว่าคนทั่วไป



มารู้ตัวอีกที ก็ลากตัวเองมาแปะอยู่ที่หน้าร้านเครื่องประดับเสียแล้ว เซฮุนยังคงมองเห็นผมสีแดงๆของพี่ลู่หานอยู่ เลยหันกลับมาสนใจเครื่องประดับและของในร้าน เดินห่างไปสักหน่อยพี่ลู่หานคงไม่ว่าอะไรเขาหรอกมั้ง เพราะคงจะดูเดี๋ยวเดียวแล้วเดินตามไปอย่างเก่า



เซฮุนหยุดยืนมองไล่สายตาไปยังสายสร้อย เหลือบตามองเข้าไปในร้านก็เห็นหมวกแก๊ปหลายแบบวางเรียงรายกันอยู่บนกำแพงฝั่งซ้าย อีกฝั่งหนึ่งก็วางรองเท้าสนีกเกอร์หลายยี่ห้อ



เด็กหนุ่มละความสนใจจากสร้อยคอ แหวนและกำไลข้อมือ เดินเข้าไปในร้านอย่างลืมตัวและลืมเวลา ลืม...ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ตัวเองจะดูแลตัวเองได้



ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่กับการเลือกซื้อของในร้าน ถุงในมือเต็มไปด้วยของสวยๆที่เซฮุนชอบ แม่เขาให้เงินมาหลายหยวนไว้ซื้อของที่อยากได้ หากไม่พอให้ไปขอเพิ่มเติมที่พี่ลู่หานเพราะแม่ได้ให้เงินพี่เขาไว้แล้ว



เซฮุนคิดว่าใช้เวลาไม่น่าจะถึง 10 นาทีในการเลือกของ เขาออกมาข้างนอกร้านพร้อมกับถุงสีขาวใบย่อมๆ ชะเง้อคอไปยังทิศทางที่จำได้ถึงพี่ชายผมสีแดงที่เดินไหวๆอยู่ แต่กลับไม่เห็นแล้ว เด็กต่างถิ่นรีบเดินก้าวยาวๆเพื่อที่จะเดินให้ทันพี่ลู่หานที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเดินไปไกลขนาดไหนแล้ว



เด็กน้อยก้าวเท้ายาวเร่งเดินจนปวดฝ่าเท้า เขามองซ้ายมองขวาเผื่อจะหาเจอผู้ชายผมสีแดงบ้าง เหมือนอย่างตอนที่เขาหลงกับแม่ในซุปเปอร์มาร์เกตแล้วต้องคอยเดินตามหาในแต่ละล็อกๆก็ไม่เจอ



เซฮุนวิ่งเหยาะๆกลับมายืนอยู่หน้าร้านเดิมแล้ววิ่งไปฝั่งตรงข้ามกัน ภาพในฝันที่เลือนลางไปแล้วค่อยๆกระจ่างชัดในความคิด เขากำถุงในมือแน่น ดวงตาเพ่งมองไปยังทิศต่างๆจนปวดตา แต่ก็ไม่เห็นพี่ชายผมสีแดงเสียที หัวใจของเซฮุนตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกเหมือนในฝันตีตื้นขึ้นมาจนนึกกังวล



หาไม่เจอ...หาพี่ลู่หานไม่เจอ



เซฮุนไม่ได้ร้องไห้อย่างในฝัน เขาตั้งสติ เดินกลับไปกลับมาโดยให้ร้านขายเครื่องประดับนั้นเป็นจุดศูนย์กลาง อย่างน้อยก็เป็นหลักเอาไว้ไม่ให้เขาหลงไปมากกว่านี้ ที่นี่ไม่ใช่ตลาดข้างทาง แน่นอนว่าแผนผังการตั้งร้านมันยังคงอยู่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนอย่างในฝัน



คนต่างถิ่นเดินหาเก้าอี้นั่งพักใกล้ๆร้าน เขาจะนั่งอยู่ที่นี่จนกว่าพี่ลู่หานจะกลับมาตามหาเขา เซฮุนจะไม่ลุกไปไหนเพราะกลัวพี่ลู่หานหาไม่เจอ แม้ในใจจะเป็นกังวลมากก็ตาม



กลัว...กลัวพี่ลู่หานหาเขาไม่เจอ



กลัว...ที่จะถูกทิ้งไว้กลางห้างโดยหาทางกลับไม่ได้เลย



เซฮุนหยิบโทรศัพท์ในมือมากำแน่น มองเวลาที่โชว์บนหน้าจอก่อนจะล็อกโทรศัพท์กลับไปเหมือนเดิม ตอนนี้คงได้แต่รอ รอให้พี่ลู่หานมาตามหาเขา
   


ภาพในฝันไล่เรียงมารอบแล้วรอบเล่า ราวกับว่าเป็นสัญญาณเตือนเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนกับในฝันแทบไม่มีผิดเพี้ยน แตกต่างเพียงแค่สถานที่เกิดเพียงเท่านั้น แต่เซฮุนดันลืม ลืมมันเสียสนิท อาการโทษตัวเองเริ่มประดังประเดเข้ามาในจิตใจ


 
.
 
 
 
.
 
 
 
.


ลู่หานเดินคุยกับอี้เฟยเรื่อยๆจนกระทั่งถึงร้านอาหารจีนชื่อดัง มาถึงปักกิ่งทั้งที ลู่หานก็อยากให้เซฮุนได้ลิ้มรสอาหารประจำชาติบ้าง เขาว่าไปประเทศไหนก็ต้องให้กินอาหารประจำชาตินั้น การมาเที่ยวในแต่ละครั้งจะได้ไม่เสียเที่ยว ถึงแม้ว่าจะได้กินไปแล้วบ้างจากข้าวกล่องที่เขาซื้อมาเพื่อหิ้วกลับหอก็เถอะ แต่มันจะไปเทียบชั้นกับการได้กินสดๆ เพิ่งยกจากกระทะได้ยังไง
   


“2 ท่านใช่ไหมคะ?” พนักงานสาวเอ่ยถามทันทีที่เขาทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่ที่ประตูทางเข้า เกือบจะตอบรับไปแต่ก็ต้องชะงัก
   


หัวคิ้วของลู่หานย่นลงก่อนจะหันไปมองข้างหลังแต่ก็ไม่มีเจ้าเด็กผิวขาวนั่นตามมา เลยให้อี้เฟยยืนอยู่หน้าร้านไปก่อนเผื่อว่าจะหลงไปอยู่ในร้านเสื้อผ้า หรือร้านอะไรสักอย่างใกล้ๆนี้
   


ลู่หานเดินไปพลางลอบมองเข้าไปในร้านแต่ละร้านทั้งสองฝั่งก็ไม่เห็นจนเริ่มเป็นกังวล หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะกดโทร แต่ก็ต้องเก็บกลับเขาไปอย่างเก่า ในเมื่อไม่ได้มีเบอร์โทรศัพท์ของเซฮุนตั้งแต่แรก ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปหาอี้เฟยที่ยังรออยู่ที่เดิม
   


“เซฮุนหายไป”
   


“หา? โทรหาน้องรึยัง?”
   


“ฉันไม่มีเบอร์”
   


“อ้าว! แล้วทำยังไงดี น้องหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
   


พี่ๆต่างเริ่มเป็นกังวล ทั้งสองคนเดินหลบทางให้คนอื่นได้เข้าร้าน อาการหิวข้าวถูกทดแทนด้วยความร้อนใจ เซฮุนพูดจีนไม่ได้ แถมอะไรที่ใช้ติดต่อก็ไม่มีอีกต่างหาก
   


“ฉันก็ไม่รู้ ก็เดินมาพร้อมกันเนี่ย” ลู่หานเอ่ยอย่างหงุดหงิด “เอางี้ แยกกันตามหาแล้วกันนะ”
   


พูดจบก็รีบเดินกลับไปยังทางเก่าที่จากมา ลู่หานก้าวเท้ายาวๆมองลึกเข้าไปทีละร้านทีละร้านอย่างเร่งรีบ แต่ก็ยังคงกวาดสายตามองจนทั่วแต่ก็ไม่พบเซฮุนสักที เขาไม่รู้เลยว่าเซฮุนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ คงได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมดูแลน้อง เอาแต่สนใจแฟนจนลืมหน้าที่ของตัวเองไป และก็คงเป็นเพราะคนมากมายที่หลั่งไหลกันเข้ามาในห้าง ทำให้เขานึกย่ามใจว่าเซฮุนก็คงจะหลงเดินตามมาในกลุ่มคนข้างหลังนั่นแหละ
   


ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็ยังคงหาเด็กต่างชาติไม่เจอ ลู่หานหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงก่อนจะต่อสายไปหาอี้เฟย
   


“เจอรึเปล่า?” ทันทีที่อีกฝ่ายรับสายก็โพล่งถามขึ้นมาทันที
   


“ไม่เจอเลย ลู่หานก็ยังไม่เจอเหรอ?”
   


“อืม คิดว่าเซฮุนจะเดินไปชั้นอื่นรึเปล่า?”
   


“ฉันไม่รู้หรอก ปกติเซฮุนชอบเดินเที่ยวรึเปล่า?”
   


“ไม่รู้สิ เซฮุนไม่เคยออกจากห้องเลย”
   


“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ไปชั้นอื่นหรอกมั้ง”
   


“แต่ฉันว่าจะลองขึ้นไปดูสักหน่อย เธอก็หาชั้นนี้ให้ทั่วแล้วกันนะ” เมื่ออี้เฟยตอบรับ ลู่หานก็วางสายเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิมทันที
   


ขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬารีบเดินก้าวขั้นบันไดเลื่อน ลู่หานทำแบบเดิมไปทั่วทั้งชั้น หันมองไปทั่ว สอดส่ายสายตาจนปวดหัว แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะเจอเซฮุนสักที ข้างขมับและต้นคอเริ่มร้อนจนมีเม็ดเหงื่อซึมออกมาน้อยๆ
   


เซฮุน...ไปอยู่ที่ไหนกันนะ?


 
.
 
 
 
.
 
 
 
.
   

 
เซฮุนกดโทรศัพท์มือถือในมืออีกครั้งเพื่อจะดูเวลาก็พบว่ามันผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำตั้งแต่เขานั่งลง เขาชะเง้อคอ หันไปมองรอบด้านเผื่อจะเจอพี่ลู่หานบ้าง แต่กลับไม่มีวี่แววใดๆ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินกลับไปทางเก่าอีกครั้ง เผื่อว่ามันจะดีกว่าการที่เขานั่งเฉยๆรอความหวังก็ได้ แต่ถ้าหากยังไม่เจอ เซฮุนก็คงจะกลับมานั่งรอที่เดิมอีก
   


ครั้งนี้เซฮุนไม่ได้เดินก้าวเร็วๆอย่างในตอนแรก เขาแค่เดินไปช้าๆเพราะความเมื่อยล้าที่ขานั้นถ่วงเขาเอาไว้ แต่สายตานั้นกวาดมองอย่างละเอียด มองไปทีละร้าน ทีละร้าน ที่ละมุม ทีละจุด
   


แต่ก็ไม่เจอ...
   


เซฮุนเริ่มท้อจากนั้นก็เริ่มโทษตัวเอง การที่เขามาเดินหาพี่ลู่หานในห้างใหญ่มันช่างดูไร้จุดหมายเหลือเกิน ถ้าหากเขาไม่เอาแต่สนใจอย่างอื่นก็คงจะไม่คลาดสายตาจากพี่ลู่หาน แล้วยิ่งมาอยู่ในที่ต่างถิ่นอีกต่างหาก มือถือก็ติดต่อใครไม่ได้แม้กระทั่งแม่ของตัวเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ นึกโมโหตัวเองที่ไม่ยอมเจียมตัวรู้ว่าสื่อสารกับคนที่นี่ไม่ได้แล้วยังจะกล้าแวบออกมาซื้อของอีก หางตาตกลง ริมฝีปากเบะออก แต่ก็ยังคงสอดสายตามองหาอย่างเดิม
   


ไม่มีเลย...ไม่มีเลย เมื่อไหร่จะเจอสักที เลขในโทรศัพท์ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาสองทุ่มกว่าๆแล้ว แต่แล้วแรงสัมผัสที่ไหล่ทำเอาเซฮุนตาโต ยังไม่ทันได้คิดว่าเป็นใครสมองก็สั่งการให้เขารีบหันหน้าไปหาคำตอบแล้ว
   


เรียวคิ้วสวยของหญิงสาวตอนแรกขมวดมุ่น แต่พอเจอเด็กชาวเกาหลีที่เขาตามหาเสียทั่วก็ต้องคลายยิ้มออกมา สีหน้าของเซฮุนดีใจ แต่คล้ายกับยังยิ้มไม่ออก
   


“ล...ลู่หาน...เกอเกอะ...” เด็กต่างชาติถามออกไป เขาอยากจะรู้ว่าพี่ลู่หานอยู่ไหน ถึงแม้ว่าจะเจอแฟนของพี่ลู่หานแล้วแต่เซฮุนก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ปลอดภัย...ราวกับว่าเขากำลังหลงอยู่ในป่าแต่แล้วก็เจอแผนที่ แต่ไม่มีเข็มทิศ...
   


เซฮุนกำลังรอเข็มทิศ เพื่อที่จะพาเขาไปในที่ๆปลอดภัย
   


พี่สาวตรงหน้ากำลังต่อสายโทรศัพท์ไปหาพี่ชายชาวจีนของเขา ทันทีที่ลู่หานได้รับโทรศัพท์จากอี้เฟย ก็รีบก้าวลงบันไดเลื่อนจากชั้นบนสุด ลงมายังชั้นเดิมที่เขาจากมา
   


พี่ชายชาวจีนเหนื่อยหอบ แต่เมื่อเห็นหน้าน้องชายต่างชาติของตนปลอดภัยดีก็ราวกับแบกความหนักอึ้งในหัวใจโยนลงน้ำ แม่เขาอุตส่าห์ไว้วางใจเอาลูกชายมาฝาก แต่ลู่หานเกือบทำเด็กหายกลางห้างภายในไม่กี่อาทิตย์เสียแล้ว
   


ลู่หานสูดหายใจเข้าก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆเพื่อไล่ความเหนื่อยและด้วยความโล่งใจ ร้านขายของบางร้านเริ่มปิดลงไปบ้างแล้วชวนเอาอารมณ์กินข้าวนั้นหมดลง
   


“เจอซะทีนะ หายไปไหนมาฮะเรา?” อี้เฟยเอ่ยถามคนที่อายุน้อยที่สุด แต่ตัวโตที่สุดพลางแตะบ่าของเซฮุนไปด้วย เซฮุนก้มหน้ารู้สึกผิด เขาแปลไม่ออกแต่ก็คงพูดถึงเรื่องที่ต้องทำให้พี่ทั้งสองคนวิ่งรอกตามหากันวุ่นแน่ๆ หญิงสาวบีบไหล่ของเซฮุนน้อยๆ หันไปมองรอบด้านก่อนที่จะหันไปถามคนรักของตนอย่างยิ้มๆ “แล้วตกลงน้องยังจะได้กินอาหารจีนอยู่รึเปล่า?”

   

ลู่หานยิ้มแหยส่งไปให้ เวลาล่วงเลยไปมากโขจนเกรงว่าตอนนี้ห้องครัวที่ร้านนั้นปิดเสียแล้ว และเด็กผิวขาวนี่ก็เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเสียที วันนี้ก็คงต้องแยกย้ายกันจัดการเรื่องกระเพาะของตัวเอง

 

.
 
 
 
.
 
 
 
 
.
   


ตลกดี ทั้งๆที่มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่มันกลับใหญ่โตจนทำให้คนสองคนไม่พูดกัน อุปสรรคขนาดใหญ่นั้นก็คงจะเป็น ‘ความแตกต่างของภาษา’
   


ทั้งลู่หานและเซฮุนต่างคนต่างเงียบอยู่ในรถประจำทางคันใหญ่ จมกันอยู่ในความคิดของตัวเองโดยที่สายตามองทอดไปไกลอย่างไร้จุดหมาย
   


เซฮุนรู้ว่าพี่สาวคนนั้นเป็นแฟนพี่ลู่หานเพราะว่าแอบเห็นพี่ลู่หานจับมือกับพี่สาวคนนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร้าน คราวนี้เลยกลายเป็นเหมือนเพิ่มความผิดขึ้นมาอีกกระทง เพราะเซฮุนทำให้พี่ลู่หานและแฟนไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยกัน หากเซฮุนรู้อีกสักนิดว่า ลู่หานกับอี้เฟยไม่ได้ออกมาเจอกันง่ายๆคงได้โทษตัวเองหนักกว่านี้เป็นแน่
   


ตั้งแต่อยู่ที่นี่เซฮุนไม่ค่อยมีความสุข มันมีแต่ความอึดอัดเกาะกุมเต็มหัวใจไปหมด ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็คือภาษาที่เขาสื่อสารกับใครไม่ได้ มันเลยทำให้เกิดปัญหายิบย่อยตามมาอีกเยอะแยะ
   


เพราะว่าพูดไม่ได้เลยได้แต่เงียบ
   


พอเงียบมันเลยอึดอัด
   


การที่เราใช้ชีวิตอยู่กับใครสักคนบนความเงียบคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่ คนเราต้องมีการติดต่อสื่อสาร แต่ปัญหาของเขามันอยู่ที่การสื่อสาร เขาทั้งคู่เลยได้แต่เงียบ
   


เซฮุนไม่รู้ว่าพี่ลู่หานมีนิสัยยังไง ดุรึเปล่า ขี้รำคาญไหม มันเลยทำให้เขาคิดมากไป ว่าการที่พี่ลู่หานต้องมาซื้อข้าวให้เขาในช่วงกลางวันและตอนเย็นเป็นเรื่องจุกจิกจนดูน่ารำคาญ จากปกติที่เคยเดินกลับหอตัวเปล่ากลับต้องเพิ่มมาด้วยกล่องข้าว จากปกติที่อาจจะอยากออกไปเที่ยวที่ไหนต่อหลังเลิกเรียน กลับต้องกลับหอเพื่อเอาข้าวไปให้เซฮุนกิน ช่วงบ่ายที่พี่ลู่หานอาจมีเรียนต่อ ยังจะต้องปลีกตัวกลับหอเพื่อเอาข้าวมาให้เซฮุนกินอีก
   


เขามันตัวถ่วงชัดๆ
   


อยากกลับบ้านจัง
   


คำๆนี้มันดังก้องในใจจนเริ่มรู้สึกเหนื่อย เพราะว่ามันไม่ใช่แค่วันละครั้ง แต่มันแทบจะเป็นทุกนาทีที่เขารู้สึกแบบนั้น เซฮุนคิดถึงแม่และอยากกลับบ้าน แต่เซฮุนก็เลือกที่จะไม่โทรหาเพราะไม่รู้จะพูดอะไร และไม่อยากจะรบกวนพ่อกับแม่ที่กำลังตั้งใจทำงานหาเงินเลี้ยงดูเขา



แรงสะกิดที่ไหล่เรียกให้สติของเซฮุนกลับมา เขาเดินตามลู่หานเหมือนอย่างเคย จนพี่ชายคนจีนต้องหยุดเดินแล้วก้าวถอยหลังเพื่อให้เดินเคียงข้างกัน ไม่ใช่เพราะเดินแบบนี้หรอกเหรอ? เลยทำให้เกิดเรื่องอย่างวันนี้ขึ้น



ลู่หานไขประตูห้องแล้วเอื้อมมือไปเปิดไฟ จากนั้นก็ดันไหล่เด็กมัธยมให้ลงไปนั่งที่ปลายเตียง ก่อนจะเดินกลับไปปิดประตูห้องแล้วเดินกลับมาหาเซฮุนอีกครั้ง



“วันนี้หายไปไหนมาล่ะเรา? ทำเอาพี่ตามหาซะทั่วเลยนะ” ลู่หานก้มลงไปคุยกับเด็กตรงหน้า เขารู้ว่าเซฮุนฟังไม่ออก แต่เพียงแค่อยากบ่นออกมาเฉยๆเท่านั้น ลู่หานไม่ใช่คนใจร้ายอะไร ท่าทีตั้งแต่ออกจากห้างมาของเซฮุนมันก็ทำให้เขารู้แล้วว่าเจ้าเด็กนี่คงจะรู้สึกผิดไม่น้อย “แล้วมีโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอ? หลงแล้วทำไมไม่โทรหาพี่ แม่ได้ให้ซิมการ์ดมารึเปล่า?”



เซฮุนก้มหน้าเงียบ ครั้งนี้พี่ลู่หานพูดยาวมากจนเซฮุนกลัวว่ามันต้องเป็นประโยคต่อว่าเขาแน่ๆ



“เฮ้อ~” ลู่หานถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นเด็กตรงหน้านี่ไม่ตอบ ก็ไม่ใช่ว่าหงุดหงิดอะไร แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องถอนหายใจไปถึงกี่ครั้งตั้งแต่มีเด็กตัวโตผิวขาวมาอาศัยอยู่ในห้องนี้  อาจจะเป็นเพราะเขาต้องคอยหาอุปกรณ์เพื่อใช้ในการพูดคุยทุกครั้งล่ะมั้ง
 
 
 
ลู่หานหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาจากกางเกงแล้วแงะซิมการ์ดออกมาจากเครื่อง ก่อนที่จะยื่นลงไปให้เด็กมัธยมตรงหน้านี่เพื่อจะถามอีกรอบ



แต่เหมือนว่าเสียงถอนหายใจของลู่หานมันกระทบจิตใจของเซฮุนมากไปหน่อย ความเก็บกดที่สั่งสมมาตั้งแต่อยู่ที่นี่ถูกลมหายใจแรงๆของลู่หานพัดจนไปกระทบให้ต่อมน้ำตาทำงานอย่างกะทันหัน



หยาดน้ำตาคลอหน่วยทันทีที่ได้ยินเสียงถอนหายใจของพี่ชายชาวจีนตรงหน้า ตาพร่ามัวมองไม่เห็นอะไรเพราะถูกม่านน้ำตาบดบัง เซฮุนนั่งกำมือไว้บนตัก ไม่กล้ากระพริบตาแม้สักนิดเดียวเพราะกลัวน้ำตาที่รวมตัวอยู่ตรงขอบตาจะหยดลงไปให้พี่ลู่หานเห็น



แต่เพราะหยาดน้ำตามันมากเกินไป แม้ไม่กระพริบตามันก็หยดลงไปทีละข้าง พี่ลู่หานคงจะเหนื่อยใจกับเขาน่าดูที่ชอบเป็นตัวปัญหาให้อยู่เรื่อย



เซฮุนหายใจอย่างยากลำบากเพราะก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ แต่เขาก็ไม่อยากให้พี่ลู่หานเห็นว่าเขาร้องไห้ เพราะกลัวว่าพี่เขาจะรำคาญที่เอาแต่ร้องไห้ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือกลัวจะโดนว่าเอาได้ว่าแค่โดนดุนิดหน่อยก็ร้องไห้แล้ว



น้องชายชาวเกาหลีตัวสั่น มือเรียวกำกันแน่นอยู่บนตัก ลู่หานขมวดคิ้วอย่างสงสัยนี่ก็คงเป็นอีกอย่างที่ลู่หานทำบ่อยรองลงมาจากถอนหายใจ ก่อนจะมองเห็นน้ำใสๆหยดแหมะลงบนฝ่ามือขาวหยดแล้วหยดเล่า



มือของเซฮุนกำแน่นยิ่งขึ้นแสดงถึงความพยายามในการกลั้นสะอื้นอย่างสุดความสามารถ ลู่หานรีบเก็บซิมการ์ดและโทรศัพท์ลงไปในกระเป๋ากางเกง



มือเล็กแต่แข็งแรงนั้นค่อยๆยกขึ้นสัมผัสกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ลูบมันเบาๆก่อนที่จะดันหัวน้องให้ชนเข้ากับหน้าท้องแข็งๆที่ได้มาจากการเล่นกีฬาของตัวเอง



มีคนเคยบอกว่าถ้ายิ่งปลอบก็จะยิ่งร้อง



อาจจะเป็นเพราะได้รับความอบอุ่นจากคนปลอบ หรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ายังมีคนที่สนใจและเอาใจใส่เขาอยู่



เห็นท่าจะจริง เพราะทันทีที่หัวกระทบลงไปกับหน้าท้องของลู่หาน หยาดน้ำใสก็ก่อตัวกันมากกว่าเดิม เรียงแถวกันหยดลงไปบนฝ่ามือหยดแล้วหยดเล่า ลู่หานลูบหัวเซฮุนอย่างปลอบโยน



ลู่หานปลอบคนไม่เป็น ในชีวิตนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสไปปลอบคนร้องไห้สักเท่าไหร่ แฟนที่คบกันไม่ถึงปีก็ยังไม่เคยมีเรื่องทะเลาะจนต้องร้องไห้กันเลยสักครั้ง



เสียงดังสะอื้นของเซฮุนทำให้ลู่หานสัมผัสได้ถึงความลำบากในการหายใจ พี่ชายชาวจีนยังคงลูบหัวเด็กคนนี้ไปเรื่อย เห็นทีความคิดที่ว่าเซฮุนโตแล้วคงต้องพับเก็บไป เพราะละสายตาไปไม่เท่าไหร่กลับหาเซฮุนไม่เจอแล้ว และนี่ยังร้องไห้งอแงอีกต่างหาก



“พี่ขอโทษ ต่อไปนี้จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ”

edit @ 1 Jul 2013 21:46:18 by ★゙คุณนายคิม''

Instant noodles

posted on 27 Jun 2013 14:05 by bapenji in Fiction directory Fiction, Asian
Title : Instant noodles
Author : swowln
Pairing : Luhan x Sehun
Category :AU – Romance
Rate : PG-13









   
ไม่รู้ว่าเขาพลิกตัวมากี่ครั้งแล้วสำหรับในคืนนี้ และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เขาล้มตัวลงนอนแต่ก็ยังนอนไม่หลับสักที ห้องนอนที่ไม่คุ้นเคยและเครื่องนอนที่ไม่คุ้นเคยอาจจะเป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เท่านั้นยังไม่พอ คนที่นอนกรนอยู่ข้างๆก็ไม่ใช่คนที่สนิทอีกด้วย



เซฮุนค่อยๆพลิกตัวอีกครั้งบนเตียงขนาดหกฟุต เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเจ้าของห้องก่อนที่จะเหลือบตาไปมองนาฬิกาปลุกสีแดงที่ตั้งเอาไว้เหนือหัว



...ตีหนึ่งกว่าๆ



ถีบผ้าห่มให้ลงไปกองอยู่ปลายเท้า ก่อนจะขยับตัวหามุมถนัดเพื่อที่จะหลับต่ออีกครั้ง แต่ทำยังไงก็ไม่หลับจนเซฮุนเริ่มหงุดหงิด คนข้างๆก็กรนเสียงดังจนเขาอยากจะเอาหมอนไปอุดหน้าเอาไว้ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะนอกจากเราจะไม่สนิทกับเขาแล้ว เรายังไม่ใช่เจ้าของห้องอีกต่างหาก



ผ้าห่มที่ตอนแรกถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ได้นำกลับมาใช้อีกครั้ง เซฮุนหดตัวภายใต้ผ้าห่มผืนพอดีคลุมร่างกายเสียมิด เพื่ออย่างน้อยก็ให้มีด่านป้องกันเสียงกรนอีกชั้น ก่อนที่จะยกหมอนขึ้นมาปิดหูเป็นด่านสุดท้าย
 
 
 
.

.

.
 
 
 
‘กริ๊งงงง~’



ใกล้จะเคลิ้มหลับ แต่ก็มีมารมาผจญ นาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้เหนือหัวกรีดร้องเสียงดังจนปวดหู เจ้าของห้องที่ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ยังคงนอนอ้าซ่ากรนเสียงดังเหมือนเดิม



เซฮุนปรือตามุดหัวออกมาจากฐานทัพ เอื้อมมือไปตบ(?)นาฬิกาให้หยุดส่งเสียงแล้วค่อยหยิบนาฬิกามาดู ก็พบว่าจากที่ตื่นมาล่าสุดเขายังนอนไปไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ



เขานำนาฬิกากลับไปวางที่เดิม ก่อนจะลุกขึ้นหันไปปลุกคนอายุมากกว่าข้างๆ



“ล..ลู่..ลู่หานฮยอง ลู่หานฮยอง” เสียงแหบแห้งคล้ายคนเพิ่งตื่นเอ่ยขึ้นมาพลางเขย่าตัวให้ตื่น ลู่หานครางเบาๆราวกับตอบรับแต่ก็พลิกตัวกลับไปนอนต่อ



เด็กหนุ่มคลานลงจากเตียงไปเปิดไฟในห้อง จากนั้นก็กลับไปเขย่าตัวเรียกชื่อเจ้าของห้องซ้ำๆ จนเจ้าของชื่อยอมตื่นขึ้นมาเสียที ลู่หานหน้าบึ้งขมวดคิ้วมุ่น เพราะแสงจากไฟนีออนแยงตาแถมยังโดนปลุกอีกต่างหาก แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เซฮุนก็รีบหยิบนาฬิกาปลุกยื่นใส่หน้าลู่หานแล้วชี้ไปที่ตัวเลขที่บ่งบอกเวลาว่าตีสองแล้ว



ลู่หานพยักหน้าเข้าใจช้าๆ ก่อนที่จะเดินเกาหัวสีแดงจากสารเคมีที่ถูกจัดทรงยุ่งเหยิงอย่างเป็นธรรมชาติโดยการนอนทับผมตัวเอง ลุกขึ้นไปเปิดทีวีค้างเอาไว้ แล้วพาตัวเองไปทำธุระในห้องน้ำให้เรียบร้อย ใช้เวลาไปไม่เท่าไหร่ก็ออกมาพร้อมกับนั่งแหมะตัวเองอยู่หน้าทีวี



เสื้อสีแดงกับกางเกงบอลสีขาวเข้าชุด ราวกับจะคอสเพลย์เป็นนักบอลทีมโปรดถูกใส่หลังจากอาบน้ำเสร็จตั้งแต่ช่วงทุ่มสองทุ่ม เตรียมพร้อมตั้งแต่ยังไม่ทันลงแข่ง เซฮุนที่ตื่นเต็มตาตั้งแต่เดินไปเปิดไฟก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงอย่างไม่มีอะไรทำ จนกระทั่งเสียงเพลงที่เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นดังออกมาจากทีวี ก็ดึงความสนใจจากเซฮุนไปได้ไม่น้อย



เซฮุนไม่ได้ชอบดูบอล แน่นอนล่ะว่าเขาดูเป็น แต่ก็ไม่ได้ชอบทีมไหนเป็นพิเศษ ถ้าเลือกได้เขาก็คงจะทำอย่างอื่นมากกว่าที่จะนั่งดูผู้ชายหลายสิบคนรุมทึ้งฟุตบอลเพียงลูกเดียวของสนาม



เสียงเชียร์ดังลั่นออกมาจากผู้ชายตัวเล็กกว่าเขาไม่เท่าไหร่แต่อายุมากกว่าเขาถึง 4 ปี ที่นั่งอยู่เยื้องๆกัน ใบหน้าเคร่งเครียดบวกกับแขนขาที่กระตุกบางครั้งด้วยความลุ้นระทึกในขณะที่สายตาจับจ้องไปยังจอทีวีทำให้เซฮุนอมยิ้มน้อยๆ



ตลกดี ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วยนะ?



จนกระทั่งถึงเวลาพักครึ่งของเกมช่องท้องเริ่มโหวงๆ เหมือนได้ยินเสียงท้องร้องจากส่วนลึกที่สุดของร่างกาย เซฮุนเบะปากแล้วลูบหน้าท้องเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง



ลู่หานหันมองเด็กมัธยมที่อยู่ๆก็ลุกขึ้นมาเสียเฉยๆอย่างสงสัย เซฮุนเดินไปไม่กี่ก้าวภายในห้องแคบๆที่เป็นหอพักติดกับมหาวิทยาลัยที่พี่ลู่หานอยู่ ตรงไปยังซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพคใหญ่



“อ...เอ่อ...” สบตากับเจ้าของห้องแล้วชี้ไปยังอาหารไร้ประโยชน์ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเบาๆ



เขาไม่รู้ว่าควรจะสื่อสารกับคนในห้องนี้ยังไง ภาษาจีนก็พูดไม่ได้สักคำ พี่ลู่หานก็พูดเกาหลีไม่ได้ แต่แม่ดันจับเขาพรากจากบ้านเกิดในช่วงปิดเทอม เพียงเพราะพ่อกับแม่ต้องมาดูงานที่ประเทศจีน แล้วมาทิ้งเขาไว้ที่หอของลูกชายเพื่อนสนิทของแม่



มันใช่ไหมเนี่ยแม่!



ลู่หานยกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนที่จะเดินตรงเข้ามาหา



“อยากกินเหรอ?” หยิบซองบะหมี่ออกมาจากแพคก่อนจะถามออกไปเป็นภาษาจีน รู้ว่าคนตรงหน้าฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ยังจะพูด



ชวนให้นึกถึงเมื่อช่วงบ่ายที่พี่ลู่หานพูดภาษาจีนใส่เขาเป็นชุดพร้อมกับทำท่าประกอบก่อนที่จะขอตัวไปเตะบอลกับเพื่อน อุปกรณ์เสริมคือนาฬิกาปลุกสีแดงพร้อมกับศัพท์ภาษาอังกฤษไม่กี่คำ กว่าจะเข้าใจว่าให้ช่วยปลุกเพื่อดูบอลก็ใช้เวลาไปพักใหญ่



“ครับ” นี่ก็ตอบเป็นภาษาเกาหลีไปอีก เซฮุนพยักหน้ารัวๆ ไม่รู้หรอกว่าลู่หานพูดว่าอะไร เขาแค่เดาเอา จากสถานการณ์แบบนี้คงเป็นไปได้แค่ไม่กี่คำถาม



ทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดฟังประโยคง่ายๆไม่ออก แต่เพราะปกติไม่ได้ใช้ ความคล่องในการใช้ภาษาที่สองก็ถดถอย ความกลัวผิดมันมีมากเกินไป เขาทั้งสองคนเลยเลือกที่จะไม่ยอมพูดดีกว่า



ลู่หานพยักหน้าช้าๆก่อนจะยื่นซองไปให้ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นใกล้ๆเพื่อหาน้ำดื่ม



เซฮุนหันซองบะหมี่เพื่ออ่านวิธีการต้มแต่ทั้งหมดก็เป็นภาษาจีน หัวคิ้วย่นลงเล็กน้อยอย่างหนักใจ เขารู้สึกรบกวนพี่ลู่หาน แต่เขาก็ไม่เคยต้มบะหมี่กินเองสักที อีกอย่างนี่ไม่ใช่บ้านเขาด้วย จะหยิบจับอะไรก็รู้สึกไม่สะดวก



คนต่างถิ่นสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ หันมองซ้ายขวาเพื่อที่จะเอาชามมาใส่บะหมี่ ลู่หานนั่งมองเด็กนอกที่ทำตัวเงอะๆงะๆก็อดที่จะเดินเข้าไปช่วยไม่ได้



มือเล็กกว่าคว้าซองบะหมี่ที่อยู่ในมือของเด็กตัวโตเอาไว้ จัดการฉีกซอง เทบะหมี่ลงชาม ใส่น้ำร้อน ทำตามขั้นตอนเสร็จสรรพ



“ทำไม่เป็นรึไง?”



เซฮุนหัวเราะแหะๆ...ไม่ใช่ว่าจะยอมรับว่าเขาทำไม่เป็น เพียงแต่เพราะเขาไม่รู้ว่าลู่หานพูดว่าอะไรต่างหาก พอลู่หานเห็นปฏิกิริยาเด็กตรงหน้าก็สะบัดมือเชิงว่าไม่มีอะไร ก่อนจะยกชามบะหมี่วางลงบนโต๊ะเตี้ยใกล้ๆแทน



เสียงเพลงจากในทีวีดังขึ้นทำให้พี่ชายบ้าบอลผละออกจากชามบะหมี่ เด็กตัวโตนั่งลงอย่างว่าง่าย มองพี่ชายคนจีนสลับกับอาหารบนโต๊ะก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นอีกครั้ง



แรงสะกิดที่ไหล่ทำให้ลู่หานหันไปมองเด็กที่กำลังยืนค้ำหัว เซฮุนไม่รู้ว่าทำแบบนี้จะเสียมารยาทในการดูบอลไหม แต่เขาก็กลัวเรื่องมารยาทในการกินมากกว่า จึงตัดสินใจเดินถามด้วยตัวเอง



“พี่จะกินด้วยกันไหมครับ?” ถามออกไปพร้อมทำภาษามือประกอบ ชี้ไปที่ตัวเองที ที่ลู่หานที แล้วก็จบลงตรงที่ชี้ไปยังชามบะหมี่ ไม่ได้หวังให้คนตรงหน้าเข้าใจภาษาเกาหลี แต่หวังเพียงว่าให้เข้าใจความตั้งใจของเขามากกว่า



ลู่หานมองตามนิ้วที่ชี้ของเซฮุน กลิ่นหอมๆ และบะหมี่เส้นสีเหลืองนวลลอยอยู่เหนือน้ำอดทำให้น้ำลายสอไม่ได้ ตอนแรกก็ไม่ได้หิวอะไร แต่พอมีอาหารมาล่อเหมือนท้องก็ทำท่าจะร้องขึ้นมาทันที



เสียงรองเท้าสะตั๊ดกระทบกับบอลแรงๆหรือแม้กระทั่งเสียงเป่านกหวีดไม่ได้เป็นที่สนใจของลู่หานในชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่ได้ตอบอะไรเด็กตรงหน้าไป เพียงแต่เดินไปหยิบซองบะหมี่ขึ้นมาทำใหม่ แล้ววางไว้ตรงข้ามกับชามของเซฮุน



“เอาแต่มองไม่กินสักที เห็นไหม? อืดหมดแล้ว กินอันนั้นไปแล้วกัน” พูดภาษาจีนใส่เซฮุนเสียยาวเหยียด พลางชี้นิ้วไปยังบะหมี่ถ้วยใหม่ เจ้าของห้องนั่งลงตรงที่ๆเซฮุนเคยนั่ง คีบบะหมี่เข้าปากเสียงดัง พลางหันหน้าไปมองจอทีวีไปด้วย



เซฮุนกระพริบตาปริบๆ ยืนอึ้งไปสักพักกับข้อความยาวๆที่เขาไม่เข้าใจสักตัว ก่อนที่จะนั่งลงตามที่พี่ชายคนจีนชี้นิ้วสั่งตรงข้ามกัน มองเส้นบะหมี่อืดๆในชามที่เคยเป็นของตัวเองก็แอบรู้สึกผิดน้อยๆ มือทั้งสองข้างถือตะเกียบและช้อนค้างเอาไว้ ไม่กินเสียที จนลู่หานต้องละความสนใจจากทีวีและชามบะหมี่ของตัวเอง



“ไม่กินเหรอ?” ถามพลางพยักเพยิดหน้าไปหาบะหมี่ของเซฮุน



“อ่า~” ครางในลำคอเบาๆก่อนจะพยักหน้ารัว เขาไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่กับสิ่งที่ลู่หานพูด แต่ก็ยกตะเกียบขึ้นมาคีบบะหมี่เข้าปาก



เมื่อเห็นเด็กมัธยมตรงหน้าได้ลงมือกินเสียที ก็ถึงตาที่ลู่หานจะจัดการกับอาหารของตัวเองต่อ แต่กินไปไม่เท่าไหร่น้องชายตรงหน้าก็หยุดกินอีก หน้าตากังวลน้อยๆเหมือนมีอะไรจะพูด



เขาละหน้าออกมาจากจอทีวี มองหน้าเด็กตัวโตผิวขาวทั้งๆทั้งปากยังคาบเส้นบะหมี่อยู่



“เอ่อ...ลู่หานก...เกอเกอะ...ช...เชีย..เชี่ยเฉียะ (谢谢 = ขอบคุณ)” เซฮุนกำตะเกียบในมือแน่น คำภาษาจีนพื้นฐานเอ่ยออกมาจากปากชมพูอย่างอายๆ เขายกยิ้มอย่างตาหยีด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง



ดวงตารูปพระจันทร์เสี้ยวพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ทำให้ลู่หานหัวใจกระตุกไปเสี้ยววิ ก่อนจะรีบกัดเส้นบะหมี่จนขาด ส่วนที่เหลือร่วงตามแรงโน้มถ่วงจนน้ำซุปในชามกระเด็นออกมาเล็กน้อย นึกเอ็นดูเมื่อเห็นความพยายามในการพูดภาษาจีนอย่างเอาใจ



“ปู๋เค่อชี่ (不客气 = ไม่เป็นไร)”
 
 
 
 
 
Talk : ฟิคเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากรูปนี้ค่ะ เห็นปุ๊บภาพก็มา 55555